
เวเนซุเอลา อุทาหรณ์ปฏิรูป
สวัสดิการจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ไม่สามารถเสกขึ้นมาได้เพราะทุกอย่างมีต้นทุน รัฐต้องเลือกสวัสดิการและเลือกกลุ่มประชากรที่สมควรจะได้รับ ต้องบริหารเศรษฐกิจให้ประชาชนกินดีอยู่ดีเป็นพื้นฐาน ให้รัฐสามารถหาเงินมาทำสวัสดิการที่จำเป็นได้
สวัสดิการจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ไม่สามารถเสกขึ้นมาได้เพราะทุกอย่างมีต้นทุน รัฐต้องเลือกสวัสดิการและเลือกกลุ่มประชากรที่สมควรจะได้รับ ต้องบริหารเศรษฐกิจให้ประชาชนกินดีอยู่ดีเป็นพื้นฐาน ให้รัฐสามารถหาเงินมาทำสวัสดิการที่จำเป็นได้
ฝ่าย “ทวงคืน” พลังงานเคยยกประเทศเวเนซุเอลาเป็น “ต้นแบบ” การปฏิรูป แต่เราพึงสังวรอะไรบ้าง?
เวเนซุเอลาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง OPEC และเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก แต่รายได้จากการผลิตน้ำมันไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซ้ำร้ายวิธีบริหารเศรษฐกิจทำให้ไม่เจริญเติบโต จากบทวิเคราะห์ Forbes ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาแม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า แต่รายได้ต่อประชากรเวเนซุเอลากลับลดลง 2% หลังหักอัตราเงินเฟ้อ นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่งยวด
ปัญหาเริ่มที่ความผิดพลาดในนโยบายพลังงาน ตั้งแต่การบริหารทรัพยากรจนถึงการให้สวัสดิการพลังงาน ซึ่งเป็นแนวสังคมนิยม-ประชานิยมที่นำมาใช้กับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย เศรษฐกิจไม่งอกเงยเพราะรัฐฝืนกลไกตลาด ทำลายภาคเอกชน ในขณะที่การขยายตัวของภาครัฐขาดประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในสภาวะรายได้ต่ำ ของแพง แล้วยังขาดแคลนปัจจัยการดำรงชีพต่างๆ ด้วย
ตั้งแต่ประธานาธิบดีชาเวซ “ทวงคืน” กิจการปิโตรเลียมของภาคเอกชน การบริหารก็ด้อยคุณภาพ ทั้งขาดการลงทุนเพราะผันเงินไปทำประชานิยมต่างๆ รวมทั้งนโยบายราคาน้ำมันต่ำมากๆ ชนิดเติมเต็มถังยังถูกกว่าซื้อโซดาหนึ่งกระป๋อง การอุดหนุนราคาน้ำมันใช้งบประมาณเกือบ 3 เท่าของการดูแลสุขสภาพประชาชน
ซ้ำร้ายเป็นการจัดสวัสดิการที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม และทำให้เกิดการใช้อย่างสิ้นเปลือง เพราะการอุดหนุนราคาน้ำมันช่วยคนรวยที่สุดถึง 3,318 เหรียญ/ครอบครัว แต่กลุ่มจนสุดได้รับเพียง 479 เหรียญ/ครอบครัว (ประมาณการปี 2010 โดย Americas Quarterly)
การผลิตน้ำมันได้ลดลงจาก 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือ 2.6 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเกือบครึ่งไม่สร้างรายได้ เพราะนอกจากการอุดหนุนราคาในประเทศแล้ว ยังมีการเผื่อแผ่ให้ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดอิทธิพลสหรัฐอเมริกา
การตรึงอัตราแลกเปลี่ยนทำให้รายได้จากการขายน้ำมันซึ่งเป็น 95% ของการส่งออก เข้ามาน้อยกว่าที่ควร คาดกันว่ามูลค่าแท้จริงของเงินเวเนซุเอลาต่ำกว่าที่ถูกกำหนดไว้กว่า 30 เท่า นอกจากนี้รัฐบาลยังพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 60% ต่อปี
รัฐเคยมีกองทุนเก็บสำรองเงินจากกำไรที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่ก็ถูกยกเลิก บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ถูกใช้เป็นเครื่องมือผดุงอำนาจของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านบอกว่า PDVSA ต้องทำโครงการสังคมของรัฐซึ่งมีการรั่วไหลมากและต้องช่วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของฝ่ายรัฐด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ยอมลงทุนและมีการหนีหนี้คู่ค้า ส่งผลให้กำลังผลิตลด ถึงขนาดต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาป้อนโรงกลั่นเมื่อปลายปีที่แล้ว (CNBC) โรงกลั่นก็หยุดซ่อมบ่อยและมีอุบัติเหตุเนืองๆ
มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันและไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง แต่ที่ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดคงเป็นการเข้าคิวซื้อสินค้าประจำวัน เพราะความขาดแคลนอาหาร ยา-เวชภัณฑ์ แม้กระทั่งกระดาษชำระ ทั้งนี้ รัฐบาลโทษว่าโลกเสรีนิยมรุมกลั่นแกล้ง และมุ่งแก้ปัญหาแบบลิงติดแห
การควบคุมราคาและการเบี้ยวหนี้การค้าของรัฐทำให้ธุรกิจเอกชนจำนวนมากขาดทุนปิดกิจการ เนื่องจากไม่ค่อยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมทั่วไป จึงทำให้ประเทศต้องนำเข้าสินค้าต่างๆ ถึง 70% ซึ่งเมื่อเงินตราต่างประเทศขาดแคลนสินค้าก็ยิ่งขาด
เพื่อให้ชนะเลือกตั้งท้องถิ่นปลายปี 2013 ทั้งที่ประชาชนฝืดเคืองมาก รัฐได้สรรค์สร้างนวัตกรรมประชานิยม-ชาตินิยมใหม่ๆ อาทิ ส่งทหารเข้าควบคุมร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อให้ขายลดราคา หรือติดตั้งระบบต่อสู้อากาศยานในชุมชนแออัดเพื่อป้องกันการโจมตีจาก “จักรวรรดินิยม”!
Bloomberg ระบุว่ามีการยึดธุรกิจ-ทรัพย์สินเอกชนกว่า 1,000 บริษัทในช่วง 14 ปีภายใต้ประธานาธิบดีชาเวซ การฝืนกลไกตลาดตั้งแต่อัตราแลกเปลี่ยนจนถึงราคาสินค้าต่างๆ รวมทั้งการคุกคามภาคเอกชนในรูปแบบอื่นทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ความเป็นอยู่ของประชาชนยิ่งยากลำบาก อนึ่ง นอกจากพลังงานแล้วยังมีการ “ทวงคืน” อุตสาหกรรมอาหารบางอย่างด้วย
สถานการณ์ปัจจุบันของเวเนซุเอลาคือ “ยิ่งพัฒนายิ่งจน” บ้างก็ว่าเป็น free fall คือดิ่งลงเหว
จึงไม่แปลกที่มีการประท้วงใหญ่มากในท้องถนนเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ปราบปรามสำเร็จมีคนตายกว่า 40 ประชาธิปไตยในเวเนซุเอลามีการถ่วงดุลน้อยมาก รัฐบาลก็ด้านทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจ รวมทั้งดูแลกองทัพเป็นอย่างดี ให้งบประมาณสูงเป็นพิเศษและไม่มีการขาดแคลนในค่ายทหาร ดร.ไสว บุญมา เล่าว่า เวเนซุเอลามีนายพล 1 คนต่อทหาร 34 คน เทียบกับสหรัฐที่ 1 ต่อ 1,490 (ของไทยผู้เขียนประมาณคร่าวๆ 1 ต่อ 200)
แม้การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นยาก แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงกว่าครึ่ง ทำให้รัฐถังแตกอย่างสาหัสยิ่งขึ้น ประชาชนจะขาดแคลนมากขึ้น ตึงเครียดมากขึ้น การประท้วงในท้องถนนอาจเกิดขึ้นอีกหากรัฐบาลไม่เปลี่ยนแนวทาง ซึ่งโอกาสเดียวคือเมื่อเจ้าหนี้ต่างประเทศบังคับ แต่ประชาชนที่คุ้นเคยกับประชานิยมก็อาจโกรธถึงขั้นจลาจลเหมือนกัน
เวเนซุเอลาจึงเป็นอุทาหรณ์การปฏิรูปที่สำคัญ หากคนไทยหลงตามวาทกรรมประชานิยม-ชาตินิยมสุดโต่ง ก็อาจนำประเทศไปสู่ free fall และไปได้เร็วเพราะเราไม่มีทรัพยากรมากมายอย่างเวเนซุเอลา







