ศึกกระทรวงหมอ ต้องจบบนโต๊ะเจรจา
ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันน้อยเกินไปจนทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งหลังจากนี้จะต้องพูดคุยกันให้มากขึ้น
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ความเคลื่อนไหวในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ช่วงชิงพื้นที่ข่าวบนหน้าสื่อมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส.ดูเหมือนว่า สธ.จะมีบทบาทสอดรับการเคลื่อนไหวมากที่สุด
แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารราชการและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเดินหน้าปฏิรูป แต่บรรยากาศใน สธ.ก็ยังคงคุกรุ่นไม่เปลี่ยนแปลง
ขัดแย้งต้องจบในวงเจรจา
“ปัญหาแค่นี้หาทางออกได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” คือคำยืนยันของ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) ต่อความเห็นต่างเรื่องรูปแบบการจ่ายเงินใน “เขตสุขภาพ” ระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
นั่นเพราะหลักใหญ่ใจความของนโยบายเขตสุขภาพเป็นสิ่งที่ดี และทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรดำเนินการต่อไป
“เขตบริการสุขภาพหมายถึงกลุ่มจังหวัดที่สังกัดในเขต เราอยากให้แต่ละเขตใช้ทรัพยากรร่วมกันมากที่สุด โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นทรัพยากรของใคร ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทั้งเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยที่มีศักยภาพมากขึ้น ลดความแออัดและกระจุกตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลส่วนกลาง เพราะสามารถผ่องถ่ายผู้ป่วยกันในเขตได้ ซึ่งแนวทางเหล่านี้ทุกคนเห็นด้วยกันหมด ที่ยังเห็นไม่ตรงกันอยู่ก็คือเรื่องเงิน”
สำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น นพ.รัชตะ มั่นใจว่าสามารถจบลงได้ด้วยการเจรจา โดยที่ผ่านมามีการพูดคุยกันน้อยเกินไปจนทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งหลังจากนี้จะต้องพูดคุยกันให้มากขึ้น เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นกันให้มากขึ้น
“หลักการที่ผมใช้คือปรึกษาหารือกันโดยอิงความถูกต้องของข้อมูล เอาข้อมูลมาดูกันว่ามันผิดตรงไหน แก้กันอย่างไร และใช้กระบวนการรับฟังความเห็นให้มากขึ้น ปีนี้ผมต้องการรับฟังกันอย่างจริงจังถือเป็นนโยบาย เพราะครบรอบ 12 ปี ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องเอาให้จบ”
ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณก็ต้องทำให้ดี แต่ยอมรับว่าอย่างไรแล้วก็ต้องเพิ่มขึ้นนั่นเพราะประเทศไทยผู้สูงอายุมากขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุกปี หรือแม้แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่จะนำเข้ามาใช้สอยก็ทำให้ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้น
“รัฐบาลต้องจัดงบประมาณให้เพียงพอ ไม่ใช่น้อยเกินไป อย่างปีที่แล้วก็ถูกตัดงบประมาณทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมันเพิ่มขึ้นทุกปี และแต่ละปีก็ไม่ได้ใช้เงินมากในการดูแลสุขภาพคนไทย แต่หลังจากนี้ต้องมุ่งไปเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค”
เดินหน้า ‘มะเร็ง’ มาตรฐานเดียว
ท่ามกลางกระแสปฏิรูปที่ดำเนินมานานกว่า 7 เดือน ภายใต้การบริหารราชการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สธ.ได้วางรากฐานนโยบายสุขภาพสำหรับอนาคต เริ่มตั้งแต่การพึ่งพาตนเองด้านทรัพยากรทางการแพทย์ให้ได้ รวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพ
ประการแรก ต้องสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับประชาชนอย่างครอบคลุม ทั้งด้านยา วัคซีน หรือเครื่องมือทางการแพทย์ เพราะในขณะนี้เราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ หรืออย่างยาที่บอกกันว่าสามารถผลิตเองได้ในประเทศไทยนั้นก็ไม่เป็นความจริง เรายังต้องนำเข้าสารตั้งต้นมาจากต่างประเทศ แล้วนำมาทำเป็นเม็ดหรือน้ำและควบคุมคุณภาพก่อนจะนำออกไปขาย หรือแม้แต่วัคซีนก็มีเพียงส่วนน้อยที่ผลิตได้เองในประเทศ
“หากเกิดภาวะวิกฤตสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาดหนัก ถามว่าเราจะทำกันอย่างไร ตัวอย่างน้ำท่วมที่ผ่านมาเราขาดแคลนน้ำเกลือ ดังนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางด้านนี้ให้มากขึ้น ต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตยาเอง”
ประการต่อมาเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพ เราไม่ได้มองถึงเรื่องการยุบรวมกองทุน เพราะจะเป็นที่ยอมรับได้ยาก แต่จะพยายามทำให้ทั้ง 3 กองทุน ซึ่งประกอบด้วยกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) กองทุนประกันสังคมและกองทุนสวัสดิการข้าราชการ เชื่อมโยงกันในการบริหารจัดการข้อมูล
“ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ให้บริการกับกลุ่มผู้ซื้อก็จะต้องไปคิดว่าทำอย่างไรจะได้สะดวกรวดเร็วในการจัดซื้อ ไม่มีอะไรติดขัด มีมาตรฐานที่ถูกต้อง และหากมีการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ทำให้การจัดทำงบประมาณง่ายมากขึ้น เนื่องจากจะได้รู้ว่ากลุ่มโรคใดต้องใช้งบเท่าไรจึงจะเหมาะสม”
นอกจากนี้ ต้องทำให้แต่ละกองทุนมีสิทธิประโยชน์ที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น โดยขณะนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกันหมด หรืออุบัติเหตุฉุกเฉินก็เท่าเทียมกันหมด ซึ่งต่อไปที่ต้องดำเนินการก็คือเรื่องมะเร็งที่อาจจะทำให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด
สังคมสูงวัย-โรคเรื้อรังสุม
สิ่งที่น่ากังวลและจะเกิดขึ้นแน่ในอนาคตอันใกล้นี้ คือการเติบโตขึ้นของสัดส่วนผู้สูงอายุ โดยคาดกันว่าในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20% ซึ่งหากไม่มีการเตรียมพร้อมตั้งรับก็จะทำให้ไม่สามารถดูแลประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัวคืองบประมาณที่จะสูงขึ้น แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจต่อไป
อีกหนึ่งความกังวลก็คือ ประชาชนชาวไทยจะเผชิญกับโรคไม่ติดต่อที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม เช่น โรคความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ที่กระทบส่งต่อไปยังโรคหัวใจ หรือโรคไต ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทำให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายเช่นกัน
“เมื่อคนวัยทำงานตายก่อนวัย ก็ไม่สามารถใช้แรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่เรื่องนี้สามารถป้องกันได้”
อย่างไรก็ดี หากเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกันแล้วการแพทย์ของประเทศไทยไม่เป็นรองใคร ต่างชาติให้การยอมรับและเข้ามารักษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล
“เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยก็จะไปเชื่อมโยงกับรายได้ของโรงแรม ภาคการท่องเที่ยว สายการบิน นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องหาจุดสมดุลเพื่อไม่ให้ประชาชนชาวไทยได้รับผลกระทบจากโกลบอลเฮลท์ (Global Health) ด้วย”
ทั้งหมดคือทิศทางระบบสุขภาพไทย ฉายผ่านวิสัยทัศน์ของเจ้ากระทรวงสาธารณสุข







