posttoday
กม.ดิจิทัลละเมิดสิทธิ หวั่นนักลงทุนเผ่นหนี

กม.ดิจิทัลละเมิดสิทธิ หวั่นนักลงทุนเผ่นหนี

28 มกราคม 2558

ร่างกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อเร็วๆ นี้ และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ร่างกฎหมายดิจิทัล 10 ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อเร็วๆ นี้ และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นับเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงมากในแง่ของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากมีบางมาตราที่ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ ดักฟัง ข้อมูลการสื่อสารของประชาชนได้ทุกช่องทางโดยไม่มีขอบเขต และไม่ต้องขออำนาจศาล อีกทั้งการเสนอกฎหมายก็กระทำอย่างรวบรัด หมกเม็ด ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านลุกลามขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้มีหลายองค์กรออกมาแสดงท่าทีคัดค้าน อาทิ เครือข่ายพลเมืองเน็ต สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มูลนิธิโลกสีเขียว กลุ่มเอฟทีเอวอทช์ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน สถาบันพัฒนาสื่อภาคประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายเหล่านี้ใช้เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลมาเป็นข้ออ้างเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง รวบอำนาจและผูกขาดทรัพยากรคลื่นความถี่

กระแสต่อต้านทำให้หน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องปรับท่าที เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ในสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็ยอมรับว่ากฎหมายมีข้อผิดพลาด ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ระบุว่า รับรู้ปัญหาและยินดีแก้ไขในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ระบุว่า ยังสามารถแก้ไขได้ใน สนช.

ล่าสุด วันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดิจิทัลเหล่านี้ในหลายประเด็น และขอให้ทบทวนใหม่ โดยจะไปยื่นหนังสือต่อ สนช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ในเร็วๆ นี้

สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกังวล ก็ไม่ต่างไปจากเครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆ เช่น ประเด็นการที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป โดยไม่มีการตรวจสอบกลั่นกรอง ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และรวบอำนาจจากองค์กรอิสระด้านการจัดสรรคลื่นความถี่มาอยู่ในอำนาจรัฐ

รุจ โกมลบุตร กรรมการองค์การอิสระฯ ให้ความเห็นว่า แม้ชื่อกฎหมายเหล่านี้จะว่าด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เนื้อหากลับมุ่งไปที่ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจหรือสร้างความไม่เชื่อมั่นกันแน่ เพราะการให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปดูข้อมูลได้ อาจเกิดการล้วงความลับทางการค้า ยิ่งสร้างความไม่มั่นใจกับภาคธุรกิจ

เช่นเดียวกับ ชลดา บุญเกษม กรรมการองค์การอิสระฯ กล่าวว่า การให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปดูข้อมูลส่วนบุคคลของใครก็ได้ถ้ามีเหตุสงสัยถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นดาบสองคม เพราะผู้ประกอบการก็กลัวเหมือนกัน แทนที่จะสร้างความปลอดภัยทางธุรกิจ กลับทำให้ไม่มีใครกล้ามาลงทุนมากกว่า ขณะที่ จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ กรรมการองค์การอิสระฯ กล่าวว่า เนื้อหากฎหมายเรื่องการดักฟังข้อมูลส่วนบุคคล ควรไปอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามากกว่ากฎหมายเศรษฐกิจ และต้องมีการกลั่นกรอง 2 ชั้น คือจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้วยังต้องผ่านศาลด้วย

วันเดียวกันนี้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังได้จัดเสวนาหัวข้อ “ร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลกับการปฏิรูปสื่อ” โดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักวิจัยเครือข่ายพลเมืองเน็ต ระบุว่า นอกจากร่างกฎหมาย 10 ฉบับที่ผ่าน ครม.ไปแล้ว ยังมีอีก 4 ฉบับที่จะเสนอใหม่ ทำให้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการดักฟังข้อมูลประชาชนรวมถึง 6 ฉบับ ซึ่งกฎหมายดิจิทัลจึงไม่ได้มุ่งเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ใช้เพื่อความมั่นคงมากกว่า จึงอยากให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเรียกผู้ได้รับผลกระทบหรือหน่วยงานต่างๆ ไปรับฟังความคิดเห็นก่อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท