posttoday
ผุดกจต.จัดเลือกตั้ง ศาลอุทธรณ์ให้ใบแดง

ผุดกจต.จัดเลือกตั้ง ศาลอุทธรณ์ให้ใบแดง

28 มกราคม 2558

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา มาถึงประเด็น “อำนาจหน้าที่” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา มาถึงประเด็น “อำนาจหน้าที่” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ปรับบทบาท กกต.ต่างจากเดิม โดยระบุในวรรคแรกว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง สส. ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และควบคุมการเลือกตั้งของสมาชิกสภาท้องถิ่น  และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”​

นั่นหมายความว่า กกต.จะมีหน้าที่เพียงแค่ “ควบคุม” การเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา  ทั้งนี้ กกต.จะมีอำนาจสูงสุดที่จะกำหนดวิธีและควบคุมการเลือกตั้ง สส.  ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ  ส่วนการได้มาซึ่ง สว.นั้นจะเป็นรูปแบบการสรรหาที่ไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง 

​ในที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างในหน้าที่ของ กกต. ​เมื่อด้านหนึ่งเห็นว่า  “การจัดการเลือกตั้ง” และ “ควบคุมการเลือกตั้ง” ควรแยกออกจากกัน ​ที่ผ่านมาอำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ เป็นแบบทรีอินวัน คือ ควบคุมการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง และชี้ขาดความผิด อีกทั้งอำนาจดังกล่าวยากแก่การตรวจสอบ ทำให้ขาดความโปร่งใส จึงเห็นควรที่ควรจะแยกอำนาจออกจากกัน

ขณะที่ส่วนน้อยกลับไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการ “เดินถอยหลัง” และไม่มั่นใจที่จะให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นกระบวนการคัดคนเข้าสู่อำนาจ ​เพราะง่ายต่อการมีปัญหาเรื่องการถูกแทรกแซง ชี้นำจากฝั่งการเมือง หรือสังคมไทยยังอยู่ในกรอบของระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งจะทำให้จุดแข็งของ กกต. คือความเป็นอิสระหายไป

ภายหลังการพิจารณาหลายชั่วโมง สุดท้ายที่ประชุมได้เห็นชอบกับเนื้อหาปรับอำนาจ กกต.ใหม่  ส่วนจำนวนและที่มาของ กกต.ยังมีจำนวนเท่าเดิมคือ 5 คน ผ่านการสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการเลือกตั้งจำนวน 2 คน และให้คณะกรรมการสรรหาการเลือกตั้ง สรรหาผู้สมควรเป็น กกต. 3 คน  และให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ

ในร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่ กกต.ไว้  11  ด้าน อาทิ  ออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียง เลือกตั้ง และการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง  ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการของรัฐในการสนับสนุนให้การ
เลือกตั้งมีความเสมอภาคและมีโอกาสทัดเทียมในการหาเสียงเลือกตั้ง

กกต.ยังมีอำนาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. และมีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือกฎที่เกีี่ยวข้อง หรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม

อีกประเด็นสำคัญคือ อำนาจให้ “ใบแดง” เดิมของ กกต.นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรับให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี  จากเดิมที่ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงได้เองก่อนการเลือกตั้งส่วนหลังการเลือกตั้งให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา  ในกรณีที่กระทำการใช้ หรือสนับสนุนให้ผู้อ่ื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และได้มาซึ่ง สว. 
ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ขณะที่การจัดการเลือกตั้งจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการประจำ จำนวน 7 คน ที่แต่งตั้งโดยปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ผบ.ตร.  ซึ่งเมื่อได้ครบ 7 คนแล้ว ให้ กจต.เลือกกันเองเพื่อเป็นประธาน กจต. 1 คน และเป็นกรรมการ  6 คน  เพื่อเป็นผู้ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง

ส่วน​ กจต.ประจำจังหวัด จำนวน 9 คน  ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ 7 คน และตัวแทนจากภาคเอกชน 2 คน เข้ามาดำเนินการจัดการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเนื้อหารายละเอียดจะไปบรรจุในกฎหมายลูกต่อไป ​

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ  ชี้แจงว่า  กจต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ส่วน กกต.เป็นผู้ควบคุมจัดการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่า กกต.มีอำนาจมากขึ้น งบประมาณการจัดการเลือกตั้ง 3,400 ล้านบาท ก็ยังอยู่กับ กกต. ทั้งยังให้อำนาจสั่งย้าย กจต.ออกจากเขตเลือกตั้งนั้นได้ หากพบว่าเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีการทุจริตการเลือกตั้ง ​และมีอำนาจให้ใบเหลืองเหมือนเดิม 

ส่วนคำถามว่าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เหมือนวันที่​ 2 ก.พ. 2557 ตรงนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย ​ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า จะไม่มีปัญหาแบบวันที่ 2 ก.พ. 2557 เกิดขึ้นอีก เพราะมีการกำหนดแยกพระราชกฤษฎีกาวันยุบสภาออกจากพระราชกฤษฎีกาการกำหนดวันเลือกตั้ง โดยจะให้ กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง และสามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ จากเดิมต้องเป็นการเห็นชอบร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ กกต.

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง