
ผุดกจต.จัดเลือกตั้ง ศาลอุทธรณ์ให้ใบแดง
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา มาถึงประเด็น “อำนาจหน้าที่” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา มาถึงประเด็น “อำนาจหน้าที่” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ปรับบทบาท กกต.ต่างจากเดิม โดยระบุในวรรคแรกว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง สส. ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และควบคุมการเลือกตั้งของสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
นั่นหมายความว่า กกต.จะมีหน้าที่เพียงแค่ “ควบคุม” การเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ กกต.จะมีอำนาจสูงสุดที่จะกำหนดวิธีและควบคุมการเลือกตั้ง สส. ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ ส่วนการได้มาซึ่ง สว.นั้นจะเป็นรูปแบบการสรรหาที่ไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง
ในที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างในหน้าที่ของ กกต. เมื่อด้านหนึ่งเห็นว่า “การจัดการเลือกตั้ง” และ “ควบคุมการเลือกตั้ง” ควรแยกออกจากกัน ที่ผ่านมาอำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นแบบทรีอินวัน คือ ควบคุมการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง และชี้ขาดความผิด อีกทั้งอำนาจดังกล่าวยากแก่การตรวจสอบ ทำให้ขาดความโปร่งใส จึงเห็นควรที่ควรจะแยกอำนาจออกจากกัน
ขณะที่ส่วนน้อยกลับไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการ “เดินถอยหลัง” และไม่มั่นใจที่จะให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นกระบวนการคัดคนเข้าสู่อำนาจ เพราะง่ายต่อการมีปัญหาเรื่องการถูกแทรกแซง ชี้นำจากฝั่งการเมือง หรือสังคมไทยยังอยู่ในกรอบของระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งจะทำให้จุดแข็งของ กกต. คือความเป็นอิสระหายไป
ภายหลังการพิจารณาหลายชั่วโมง สุดท้ายที่ประชุมได้เห็นชอบกับเนื้อหาปรับอำนาจ กกต.ใหม่ ส่วนจำนวนและที่มาของ กกต.ยังมีจำนวนเท่าเดิมคือ 5 คน ผ่านการสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการเลือกตั้งจำนวน 2 คน และให้คณะกรรมการสรรหาการเลือกตั้ง สรรหาผู้สมควรเป็น กกต. 3 คน และให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ
ในร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่ กกต.ไว้ 11 ด้าน อาทิ ออกประกาศหรือวางระเบียบกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียง เลือกตั้ง และการดำเนินการใดๆ ของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการของรัฐในการสนับสนุนให้การ
เลือกตั้งมีความเสมอภาคและมีโอกาสทัดเทียมในการหาเสียงเลือกตั้ง
กกต.ยังมีอำนาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจำเป็นตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของ กกต. และมีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือกฎที่เกีี่ยวข้อง หรือระงับการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากพื้นที่ชั่วคราว เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม
อีกประเด็นสำคัญคือ อำนาจให้ “ใบแดง” เดิมของ กกต.นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรับให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี จากเดิมที่ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงได้เองก่อนการเลือกตั้งส่วนหลังการเลือกตั้งให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา ในกรณีที่กระทำการใช้ หรือสนับสนุนให้ผู้อ่ื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และได้มาซึ่ง สว.
ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
ขณะที่การจัดการเลือกตั้งจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการประจำ จำนวน 7 คน ที่แต่งตั้งโดยปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ผบ.ตร. ซึ่งเมื่อได้ครบ 7 คนแล้ว ให้ กจต.เลือกกันเองเพื่อเป็นประธาน กจต. 1 คน และเป็นกรรมการ 6 คน เพื่อเป็นผู้ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง
ส่วน กจต.ประจำจังหวัด จำนวน 9 คน ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ 7 คน และตัวแทนจากภาคเอกชน 2 คน เข้ามาดำเนินการจัดการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเนื้อหารายละเอียดจะไปบรรจุในกฎหมายลูกต่อไป
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า กจต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ส่วน กกต.เป็นผู้ควบคุมจัดการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่า กกต.มีอำนาจมากขึ้น งบประมาณการจัดการเลือกตั้ง 3,400 ล้านบาท ก็ยังอยู่กับ กกต. ทั้งยังให้อำนาจสั่งย้าย กจต.ออกจากเขตเลือกตั้งนั้นได้ หากพบว่าเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีการทุจริตการเลือกตั้ง และมีอำนาจให้ใบเหลืองเหมือนเดิม
ส่วนคำถามว่าหากเกิดปัญหาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เหมือนวันที่ 2 ก.พ. 2557 ตรงนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า จะไม่มีปัญหาแบบวันที่ 2 ก.พ. 2557 เกิดขึ้นอีก เพราะมีการกำหนดแยกพระราชกฤษฎีกาวันยุบสภาออกจากพระราชกฤษฎีกาการกำหนดวันเลือกตั้ง โดยจะให้ กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง และสามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ จากเดิมต้องเป็นการเห็นชอบร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ กกต.







