
"แท็กซี่ไทย" แค่ใช้กฎหมายคงเอาไม่อยู่
พฤติกรรมน่าเอือมของแท็กซี่จำนวนไม่น้อย ล้วนผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ทั้งหมด แต่แท็กซี่เหล่านี้ก็ยังอยู่ได้!
โดย...วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร
ถ้าคุณเป็นผู้ใช้บริการแท็กซี่เป็นประจำ คุณเป็นต้องป่วนประสาทจากปัญหาชวนหงุดหงิดรายวัน ไม่มาก ... ก็มาก
พฤติกรรมน่าเบื่อหน่ายเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องชาชินที่ผู้โดยสารต้องทนทุกข์แบกรับกันต่อไป ทำได้มากสุดก็เพียงก่นด่า-สาปส่งไปวันๆ
คุณเชื่อหรือไม่ ? แท็กซี่ไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ทุกพฤติกรรมซ้ำซากน่าเอือมระอาที่คุณต้องเผชิญ มันผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ทั้งหมด
แต่แท็กซี่ก็ยังอยู่ได้ ... เอากับเขาสิ!!!
ปัญหาโลกแตก ปฏิเสธผู้โดยสาร
“มาตรา 93 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร เว้นแต่การบรรทุกนั้นน่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนหรือแก่คนโดยสาร ในกรณีที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่มีความประสงค์จะไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้แสดงป้ายงดรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท”
ปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสารเป็นปัญหาที่เราพบเจอมากที่สุด เอกรัฐ จำรูญ พนักงานร้านกาแฟ วัย 30 ปี บอกว่า เวลาเรียกแท็กซี่แต่ละครั้งเหมือนกับเราต้องเป็นฝ่ายอ้อนวอนเขา ทั้งที่เขาควรมีจิตสำนึกกันบ้างว่ากำลังทำงานบริการอยู่
“ที่ผมพูดได้เพราะผมก็ทำงานบริการเหมือนกัน ถ้าไม่อยากรับผู้โดยสารนักก็นอนอยู่บ้านเถอะ ไม่ต้องออกมาวิ่งให้เกะกะถนน” เขากล่าวอย่างมีอารมณ์
มีคำอธิบายจากโชเฟอร์หนุ่มวัย 29 ปี อาทิตย์ บุตะเขียว ที่ระบุว่า ส่วนตัวก็อยากรับผู้โดยสารทุกคนเพราะอยากได้เงิน แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่ต้องปฏิเสธอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ไกลเกินไป” - อันนี้แล้วแต่คนนะ บางคนชอบวิ่งใกล้เพราะได้เงินไว ผู้โดยสารแป๊บๆขึ้น แป๊บๆลง บางคนชอบไปไกลๆ เพราะได้ชัวร์ไม่ต้องหาลูกค้าบ่อย ส่วนตัวแล้วขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ไปด้วยว่าเส้นทางนั้นรถติดหรือ และถ้าเป็นช่วงดึกก็เสี่ยงกับการต้องตีรถเปล่ากลับมา ซึ่งมันก็ไม่คุ้ม ยังมีเรื่องการไม่คุ้นเคยเส้นทางอีก เวลาวิ่งต่างถิ่นมันก็ต้องวิ่งผิดวิ่งถูก โดนตำรวจเรียกก็เข้าเนื้อไปอีก
“แก๊สไม่พอ/เติมแก๊ส” – ทุกวันนี้ใช้แก๊สกันอยู่ 2 ประเภท ถ้าเป็นแอลพีจีวิ่งได้ไกล ประมาณ 400 กิโลเมตร หาเติมได้ง่ายแต่แพงและคิวยาว ส่วนเอ็นจีวีถูกลงมามาก แต่วิ่งได้เพียง 100 กิโลเมตร ก็ต้องเติม ที่สำคัญหาปั๊มยาก ที่สำคัญคือก่อนจะส่งรถให้คู่กะต้องหาเติม ดังนั้นเวลาวิ่งจึงต้องคำนึงถึงเส้นทางด้วยว่าอยู่บริเวณที่มีปั๊มเติมหรือไม่
“ส่งรถไม่ทัน/เปลี่ยนกะ” – ปกติรถเช่า 1 กะ สามารถวิ่งได้ 12 ชั่วโมง เมื่อใกล้ช่วงเวลาต้องส่งรถก็ต้องกำหนดวงรอบว่าห้ามไปไกลเกินพื้นที่ไหน นั่นเพราะหากส่งรถไม่ทัน เราจะต้องจ่ายเงินค่าเสียเวลาให้คู่กะด้วย
“รถติด” – ถ้าผู้โดยสารนั่งไปบนรถด้วยก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือเขามักจะขอลงแล้วหาวิธีเดินทางต่อ ซึ่งทำให้เราขาดโอกาสเพราะต้องติดแหง็กอยู่บริเวณนั้น จึงไม่แปลกที่แท็กซี่จะไม่อยากไป
แทงหวยคนขับ มารยาททรามคือซวย
“มาตรา 99 ในขณะขับรถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่แท็กซี่ (1) สูบบุหรี่ เปิดวิทยุ หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสาร (2) ยื่นมือ แขน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนอกรถ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้สัญญาณตามมาตรา 37 (3) จับคันบังคับรถด้วยมือเพียงข้างเดียว เว้นแต่มีเหตุจำเป็น (4) ใช้เสียงสัญญาณเมื่อเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล สถานที่ ทำงาน หรือสถานศึกษา
(5) ใช้เสียงสัญญาณแตรเพื่อเร่งรถอื่น (6) แซงหรือตัดหน้ารถอื่นในลักษณะฉวัดเฉวียน เป็นที่น่าหวาดเกรงว่าจะเกิดอันตราย (7) ขับรถเข้าในบริเวณบ้านของผู้อื่น (8) รับคนโดยสารภายในบริเวณที่เจ้าพนักงานจราจรได้กำหนดเครื่องหมายจราจรห้ามรับคนโดยสาร (9) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าว หรือแสดงกิริยา ใน ลักษณะดังกล่าวต่อคนโดยสารหรือผู้อื่น ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท”
เกือบจะครบทุกข้อห้ามตามกฎหมายฉบับนี้ที่โชเฟอร์แท็กซี่มีพฤติกรรมตรงกันข้าม ทั้งปาด ทั้งแซง รถติดก็บ่น หงุดหงิด ส่งเสียงจิ๊จ๊ะรำคาญ บางทีก็พาลชวนผู้โดยสารทะเลาะด้วย
ปิดมิเตอร์-ฮุบเงินทอน-บังคับเหมา
“มาตรา 96 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่ ลักษณะและวิธีการใช้มาตรแท็กซี่ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
“มาตรา 97 คนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่ ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
“มาตรา 98 บทบัญญัติ มาตรา 96 และ มาตรา 97 จะใช้บังคับในท้องที่ใดและจะใช้บังคับกับรถแท็กซี่ทุกประเภทหรือบางประเภทโดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ในท้องที่ใดที่มิได้มีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในท้องที่นั้นเรียกเก็บค่าโดยสารเกินราคาที่ตกลงกันไว้กับคนโดยสาร และคนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามที่ตกลงไว้นั้น บทบัญญัติในวรรคสองให้ใช้บังคับแก่กรณีของรถแท็กซี่ประเภทที่มิได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งด้วย”
แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว สำหรับการ “ปัดเศษขึ้น” จากตัวเลขที่ปรากฏในมิเตอร์ เช่น 1 บาท 3 บาท จะถูกปัดเป็น 5 บาท ส่วน 7 บาท 9 บาท ก็จะถูกปัดขึ้นไปเช่นกัน
วรรณิดา พัฒเพ๊ง พนักงานบริษัทเอกชน เล่าว่า จะเลือกใช้บริการแท็กซี่เฉพาะเวลาที่มีสัมภาระมาก และมีหลายครั้งที่ถูกบังคับให้เหมาโดยปิดมิเตอร์ โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงฝนตกหนักจะไม่สามารถต่อรองใดๆ ได้ หากเส้นทางปกติเสียค่ารถ 80 บาท แท็กซี่จะบังคับเหมาในราคา 200 บาท
สอดคล้องกับ ผู้โดยสารอีกหลายราย ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การปัดเศษค่าโดยสารขึ้นกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว จะมีบ้างที่แท็กซี่ปัดลงให้เรา แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นความรับผิดชอบของผู้โดยสายที่ต้องปัดเศษให้แท็กซี่แทน หนำซ้ำมีหลายครั้งที่ปัดเพิ่มขึ้นทีละ 5 บาท โดยอ้างว่าไม่มีเงินทอน เช่น มิเตอร์ 45 บาท ก็ปัดเป็น 50 บาท
คำอธิบายจาก อภิสิทธิ์ ยิ่งโสภา โชเฟอร์แท็กซี่ประสบการณ์กว่า 20 ปี บอกว่า เป็นเรื่องความพึงพอใจของผู้โดยสารที่จะปัดเศษหรือจ่ายเงินให้มากกว่าค่าโดยสารที่แท้จริง เช่น ชาวต่างชาติ หากโชเฟอร์บริการดี ก็จะได้รับทิปเพิ่มเติม แต่ส่วนตัวยืนยันว่าทอนเงินให้ผู้โดยสารตามจริงทุกครั้ง
แท็กซี่พาล พาอ้อมโลก-ไล่ลงรถ
“มาตรา 100 ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องพาคนโดยสารไปยังสถานที่ที่ว่าจ้างตามเส้นทางที่สั้นที่สุด หรือเส้นทางที่ไม่อ้อมเกินควร และต้องส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่พาคนโดยสารไปทอดทิ้งระหว่างทางไม่ว่าด้วยประการใดๆ … ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
พัชรินทร์ เทียนใจ นักศึกษาสาววัย 21 ปี ใช้บริการแท็กซี่เป็นประจำ มีประสบการณ์ตรงจากถูกแท็กซี่พาอ้อมนอกเส้นทาง โดยอ้างว่าเส้นทางที่ใช้อยู่ประจำรถติด เป็นเหตุให้ต้องจ่ายค่าโดยสารเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เช่นเดียวกับ ปริตตา หวังเกียรติ พนักงานบริษัทเอกชนอีกราย ที่ถูกแท็กซี่พาอ้อมจนต้องจ่ายค่าโดยสารแพงขึ้นประมาณ 80 บาท และเคยร้องเรียนผ่านสายด่วนกรมขนส่งทางบก 1584 ซึ่งกว่าจะได้รับการแจ้งผลดำเนินการ ก็ล่วงเลยไปกว่า 6 เดือน จากวันที่ร้องเรียน
ขณะที่ โชเฟอร์แท็กซี่หลายคัน ยืนยันว่า ไม่เคยขับอ้อมและไม่เคยไล่ผู้โดยสารลงจากรถ นั่นเพราะได้ไม่คุ้มเสีย สู้รีบส่งผู้โดยสารแล้วไปรับรายใหม่จะได้เงินมากกว่า ขณะที่การไล่ผู้โดยสารลงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทุกนาทีที่มีผู้โดยสารอยู่ในรถก็ยังได้ค่าโดยสาร โดยส่วนใหญ่จะถูกผู้โดยสารหนี หรือชิ่งค่าโดยสารมากกว่า
แต่งตัวชิลล์ เสื้อยืด-ขาสั้น
“มาตรา 101 ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องแต่งกายและมีเครื่องหมายเย็บติดหรือปักไว้ที่เครื่องแต่งกาย ลักษณะเครื่องแต่งกายและเครื่องหมายให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของอธิบดีใช้บังคับ ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”
การแต่งกายของผู้ขับขี่แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับผู้โดยสาร แต่ก็ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่ปลอดภัยได้
นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเอกชน ยอมรับว่า รู้สึกปลอดภัยถ้าหากโชเฟอร์ใส่เสื้อสีฟ้า (เครื่องแบบ) และใบหน้าตรงกับทะเบียนผู้ขับที่ที่แสดงบริเวณหน้ารถ และมีบ่อยครั้งที่เจอโชเฟอร์ใส่ชุดลำลอง จะรู้สึกในแง่ร้ายก่อนว่าเป็นรถของเขาจริงหรือไม่ หรือไปปล้นใครมาก่อนหรือเปล่า
ทางด้าน โชเฟอร์แท็กซี่ อธิบายว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกายต่างๆ ผู้ขับขี่ต้องออกเงินซื้อเอง บางคนก็มีไม่พอ ซักไม่ทัน แต่ก็ยอมรับว่าการใส่ชุดลำลองทำให้ผู้โดยสารไม่กล้าเรียก
ขู่กระชากขึ้นรถ ต่างชาติเซ็ง
“มาตรา 95 ห้ามมิให้ผู้ใด (1) เรียกให้คนขึ้นรถแท็กซี่โดยส่งเสียงอื้ออึงหรือในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสารหรือผู้อื่น (2) ต้อน ดึง เหนี่ยว หรือยึดยื้อคนหรือสิ่งของของคนนั้น เพื่อให้คนขึ้นรถแท็กซี่คันใดคันหนึ่ง ... ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท”
ปัญหาการชักชวนแกมบังคับให้ผู้โดยสารใช้บริการอาจเกิดขึ้นกับคนไทยไม่บ่อยนัก แต่กับชาวต่างชาติแล้วนี่คือประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรำคาญซ้ำซาก โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งแท็กซี่ส่วนใหญ่จะแย่งลูกค้ากันแบบไม่เกรงใจใคร ทั้งวิ่งมาลากกระเป๋า ฉุดกระชากแขนดึงขึ้นรถ
โชเฟอร์แท็กซี่ ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า ไม่เคยทำพฤติกรรมเหล่านี้ จะมีก็แต่มาเฟียที่อยู่สนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับแท็กซี่ที่ขับขี่ตามท้องถนนทั่วไป
พฤติกรรมทั้งหมดคือความผิด แต่กฎหมายกลับไม่สามารถเอาผิดได้ ... ก็ไม่รู้ว่าจะมีกฎหมายไว้ทำไม







