
คิวอีของอียู กับปัญหาที่จะตามมา
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ธนาคารกลางของสหภาพยุโรปได้ประกาศว่าจะใช้เงินประมาณ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและภาคเอกชนเริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้เป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนว่าจะหยุดใช้มาตรการนี้เมื่อไร เพียงแต่บอกว่าอย่างน้อยจะใช้ไปจนถึงสิ้นปี 2016
เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ธนาคารกลางของสหภาพยุโรปได้ประกาศว่าจะใช้เงินประมาณ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลและภาคเอกชนเริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้เป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนว่าจะหยุดใช้มาตรการนี้เมื่อไร เพียงแต่บอกว่าอย่างน้อยจะใช้ไปจนถึงสิ้นปี 2016
พอข่าวนี้ถูกประกาศออกมา ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,560 ตอนปิดตลาดในวันพฤหัสบดี ขึ้นไปทีเดียว 38 จุด ปิดที่ 1,598 ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนต่อไปจะเป็นอย่างไร คงต้องไปถามบรรดาเซียนทั้งหลาย ทั้งเซียนที่พูดได้มี
ตัวตนและเซียนที่อยู่บนสวรรค์เอาเอง
สาเหตุที่ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทางบวก เมื่อมีข่าวรัฐบาลประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือล่าสุดคืออียู ประกาศนโยบายคิวอี คือการผ่อนคลายทางการเงิน อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ก็คือหวังว่าจะมีเงินจากธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ไหลเข้ามาสู่ตลาดการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้น
ก็เพราะเงินที่อัดใส่เข้ามาในระบบอย่างมากมายทุกเดือนนั้น ไม่สามารถไหลเข้าไปสู่ภาคการผลิต หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Economy) ได้ทัน แต่จะไหลเข้าสู่ภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ก่อน หาได้ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการผลิตตามวัตถุประสงค์ของการออกมาตรการคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ แต่ทำให้คนที่รวยอยู่แล้วเพราะมีเงินลงทุนอยู่ในภาคการเงินยิ่งรวยขึ้นไปอีก ส่วนผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกภาคการเงินยิ่งจนลงเมื่อเปรียบเทียบส่วนแบ่งรายได้ของประชากรในประเทศ
สำหรับประเทศผู้ใช้มาตรการคิวอีทั้ง 4 ประเทศนั้น อย่างน้อยถึงภาคการผลิตจะยังไม่ได้รับผลดีจากการใช้มาตรการอย่างเดิมที่เหมือนภาคการเงิน แต่ถ้ามองมุมกว้าง การที่เงินลงทุนของเขาไหลเข้าไปลงทุนในประเทศอื่น สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่มากก็น้อยจากการเอาเงินเข้ามาลงทุนหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินของเขากับเงินตราสกุลท้องถิ่นอย่างเงินบาท และการทำกำไรจากการลงทุน (Capital Gain) ในอสังหาริมทรัพย์หรือตลาดทุนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นตลาดเล็กๆ เขาสามารถชี้นำตลาดได้ระดับหนึ่ง
ที่น่าคิดคือ ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยได้อะไรจากมาตรการคิวอีของประเทศเหล่านั้น ทำไมเมื่ออียูประกาศนโยบายคิวอีเงินยูโรออกมา ตลาดหุ้นไทยจึงสนองตอบด้วยการขึ้นวันเดียว 38 จุด หรือ 2.41% อย่างที่พูดไว้แล้วครับว่า ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเพราะหวังว่าจะมีเงินไหลเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และหวังว่าตลาดหุ้นต่างประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม ผลที่ออกมาในระยะเวลาต่อไปจะเป็นอย่างไร คงต้องตามดูกันต่อไป
ส่วนที่น่าสังเกต คือ ข่าวที่ออกมาในพักนี้จะเต็มไปด้วยข่าวความเคลื่อนไหว การคาดคะเน ข้อแนะนำ เรื่องตลาดหุ้นและคิวอี เตือนทุกแง่ทุกมุม แต่ไม่ค่อยมีข่าวคราวภาคการผลิตหรือเศรษฐกิจที่แท้จริงว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคิวอีของสหภาพยุโรปในอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้าอย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นกับภาคการผลิตถ้าธนาคารกลางอียูใช้มาตรการนี้ต่อไปหลังปี 2016 เพราะเป็นนโยบายปลายเปิด หรือ Open-Endes ไม่กำหนดเวลาว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
สหภาพยุโรปนั้นเป็นตลาดรองรับสินค้าจากไทยที่สำคัญตลาดหนึ่ง โดยอียูนำเข้าสินค้าจากไทยปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท คิดเป็นมูลค่าใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นร้อยละ 10 ของสินค้าส่งออกของไทย และสินค้าส่งออกของไทยที่ส่งไปขายอียูนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าภาคการเกษตร เช่น อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารปรุงแต่ง และสินค้าที่ใช้แรงงานคนไทยจำนวนมากอย่างอัญมณีและเครื่องประดับ ถุงมือยาง รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมหลักอย่างรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
ความจริงก็เป็นที่ทราบกันว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ศกนี้เป็นต้นไป อียูได้ตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าของสินค้าจากไทย (GSP) 700 กว่ารายการ เป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้ต่อไปนี้สินค้าไทยที่ส่งออกไปอียูประมาณร้อยละ 36 ซึ่งเคยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นบนฐานภาษีเดียวกัน ซึ่งอย่างน้อยประเด็นเรื่องการตัดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของอียูนั้น ผู้ส่งออกของไทยก็ทราบกันล่วงหน้ามาอย่างน้อย 2-3 ปีแล้ว จึงน่าจะเตรียมความพร้อมที่จะปรับตัวในระดับหนึ่ง
สิ่งที่น่าคิดกว่าการประเมินว่า การที่ธนาคารกลางของยุโรปออกมาตรการคิวอีจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากน้อยเพียงใด หุ้นไทยจะขึ้นไปอีกกี่จุด อาจลองคิดดูว่าผลจากการใช้มาตรการคิวอีของอียูจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างไร จะกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่และการจ้างงานของลูกจ้างคนไทยในภาคการเกษตรและการประมงอย่างไรหรือไม่ และรัฐมีการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ภายภาคหน้าอย่างไร ถ้าคิวอีของอียูทำให้ไทยส่งสินค้าไปขายได้น้อยลงกว่าเดิม
ที่เห็นแน่ๆ คือการใช้มาตรการคิวอีอัดเงินเข้าระบบเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโรนั้น ย่อมจะทำให้ค่าของเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์หรือเงินบาท คำถามคือ ผู้ส่งออกของไทยจะทำอย่างไรถ้ารายได้จากการขายสินค้าไปอียูลดลง ถ้าไม่สามารถขายสินค้าให้อียูในสกุลดอลลาร์ การที่เงินยูโรอ่อนลงย่อมทำให้ผู้ผลิตสินค้าทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทั้งการแข่งขันในตลาดภายในสหภาพยุโรป และการส่งออกสินค้าจากอียูไปแข่งขันในต่างประเทศ สถานการณ์เช่นนี้จะกระทบถึงผู้ส่งออกของไทยที่ส่งสินค้าไปขายในประเทศอื่นแข่งกับอียู เช่น ตลาดสหรัฐหรือญี่ปุ่นหรือไม่
และสุดท้ายถ้าอียูซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลงเพราะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศราคาแพงขึ้น ผู้ส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ผลิตสินค้าไปขายอียูอย่างจีน ญี่ปุ่น ที่เราหวังพึ่งว่าจะขยายตลาดเพิ่มขึ้นถ้าการส่งออกไปอียูลดลงจะทำอย่างไร
การแต่ใช้วาทกรรมว่า ถ้าการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการตัดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากอียู ผนวกกับการที่ธนาคารกลางของอียูนำมาตรการคิวอีออกมาใช้ในเวลาต่างกันเพียง 3 เดือน โดยการเร่งหาตลาดใหญ่ ในขณะที่ความต้องการสินค้าจากกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างอียูลดลงอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากจีน ญี่ปุ่น ทุกประเทศมุ่งที่จะพึ่งตลาดสหรัฐที่ดูเหมือนกำลังฟื้นตัวเพียงลำพัง คงเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก เขียนมาเพราะกลัวรัฐบาลจะหลงดีใจกับหุ้นขึ้นเพราะคิวอีของอียู จนลืมปัญหาสารพัดในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ถ้าไม่ลืมก็แล้วไปครับ







