posttoday
เข้ม​โชว์ทรัพย์สิน ล้วงถึง ‘นอมินี-กิ๊ก’

เข้ม​โชว์ทรัพย์สิน ล้วงถึง ‘นอมินี-กิ๊ก’

27 มกราคม 2558

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 9 กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จประมาณ 120 มาตรา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งช่วงเช้าวานนีี้ที่ประชุมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับประเด็นการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 9 กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จประมาณ 120 มาตรา ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งช่วงเช้าวานนีี้ที่ประชุมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับประเด็นการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน

ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กมธ.ได้เพิ่มให้ “กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ หรือองค์กรตรวจสอบอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

จากเดิมที่กำหนดให้​นายกรัฐมนตรี ​รัฐมนตรี  สส. ​สว. ​ข้าราชการการเมืองอื่น และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ​ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ​เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามกฎหมายบัญญัติ   

นอกจากนี้ จากเดิมท่ี่กำหนดให้​ “คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ”​ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินแล้ว ครั้งนี้ ​กมธ.ยกร่างฯ ได้ปรับแก้ถ้อยคำจาก “ผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา” ออก และปรับให้เป็น “รวมทั้งผู้ซึ่งบุคคลตามวรรคหนึ่งได้มอบหมายให้ครอบครองหรือดูแลทรัพย์สินของตนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม”

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้ถกเถียงกันว่าการตัดถ้อยคำ “ผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา” ออกจะทำให้การตรวจสอบทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้มงวดน้อยลงหรือไม่ แต่ในที่ประชุมได้อธิบายชี้แจงว่า การเพิ่มวรรคท้ายเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นจะครอบคลุมไปถึงทุกบุคคลที่เป็นผู้ถือครองทรัพย์สินทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

ดังนั้น ไม่ว่านอมินี คนใช้ คนขับรถ กิ๊ก หรือคนอื่นๆ ทุกคนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งตามกระบวนการปกติสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือทรัพย์สินได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากใครปกปิดไม่แสดงบัญชีในส่วนนี้ก็จะมีความผิด

อีกประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในที่ประชุมคือ ประเด็น “บุตร” ที่จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งเดิมระบุว่าเป็น “บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” แต่มีการเสนอแก้ไขเป็น “บุตร” ซึ่งบางส่วนเห็นว่าเพื่อจะให้ครอบคลุม​ แต่ กมธ.บางส่วนเห็นว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปให้เป็นเหมือนเดิม คือ บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ​

เรื่องใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ รายละเอียดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เข้มงวดจากเดิมที่ไม่กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดา มารดา มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่

​ไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่นมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้นไม่กระทำการใด ดำรงตำแหน่งใด หรือปฏิบัติการใด ในฐานะส่วนตัว ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะขัดต่อประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน้าที่ หรือเป็นที่เสื่อมเสียแก่ตำแหน่งหน้าที่

ครั้งนี้ได้เพิ่มวรรค​ “ไม่ใช้เวลาราชการหรือหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือข้อมูลภายในของราชการหรือหน่วยงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยกฎหมายหรือกฎ” ​

อีกส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน คือ เรื่องข้อห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่จะต้องไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ถัดมาที่ประเด็นการ “ถอดถอน” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเปลีี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ ป.ป.ช.จะเป็นผู้พิจารณาและส่งเริ่ืองมายังวุฒิสภาถอดถอน โดยใช้เสียง 3 ใน 5 ในการลงมติถอดถอน เปลี่ยนเป็นใช้เสียงจากที่ประชุมรัฐสภา คือ  สส.​และ สว.​รวมกันโดยจะใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งถึงจะถอดถอนได้

นอกจากนี้ ในกรณีไม่สามารถถอดถอนได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำบัญชีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกถอดถอน เพื่อนำไปให้ประชาชนลงมติว่าจะให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ใช้เสียงถอดถอนเกินกึ่งหนึ่ง และผู้ดำรงตำแหน่งนั้นถูกประชาชนถอดถอนต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป

​ทั้งนี้ ในที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ยังมีความเห็นแตกออกเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งเห็นว่าการถอดถอนนักการเมืองออกจากตำแหน่ง ที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนนั้นจะถูกมองว่าเป็นการไล่ล่าถอดถอนนักการเมือง หรือเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองอีกฝ่าย อันจะกระทบไปถึงการปรองดอง ​

ขณะที่ กมธ.อีกด้านเห็นว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนได้มีส่วนตัดสินใจทางการเมือง และเป็นแนวปรัชญาประชาธิปไตยกรีกโบราณ ที่ให้อำนาจประชาชนถอดถอน

สุดท้ายที่ประชุมได้ตัดสินใจแขวนเฉพาะมาตรานี้ไว้พิจารณาภายหลัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท