
‘ยิ่งลักษณ์’ ในกำมือคสช.
วันที่ 23 ม.ค. 2558 อาจต้องบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ภายหลัง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เจอแจ็กพอตถึงสองครั้งในวันเดียวกัน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
วันที่ 23 ม.ค. 2558 อาจต้องบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ภายหลัง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เจอแจ็กพอตถึงสองครั้งในวันเดียวกัน
แจ็กพอตแรกมาจากอัยการสูงสุด ซึ่งมีความเห็นส่งฟ้องคดีโครงการทุจริตรับจำนำข้าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามขั้นตอนน่าจะใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน ในการนำเอกสารหลักฐานมาให้ศาลฎีกาเพื่อขอความเห็นว่าจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องหรือไม่
ทันทีที่ศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้อง เท่ากับว่ายิ่งลักษณ์จะมีอีกสถานะขึ้นมา คือ จำเลย โดยศาลฎีกาจะนัดอัยการและยิ่งลักษณ์ให้มาศาลครั้งแรก ซึ่งยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องเดินทางมายังศาลฎีกาด้วยตัวเอง
ถึงเวลานั้นคนไทยทั้้งประเทศจะได้มีโอกาสเห็นอดีตนายกฯ อีกรายที่ต้องเดินขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีทุจริตคอร์รัปชั่น
แจ็กพอตที่สองเป็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีมติ 190 เสียงถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในคดีโครงการรับจำนำข้าวเช่นกัน ผลของการถอดถอนดังกล่าวทำให้ต้องโทษถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
การถูกลงโทษ 5 ปี คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของยิ่งลักษณ์ แต่กลับเป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย เพราะไม่รู้ว่าในปี 2559 จะหาใครมาเป็นผู้นำสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่แข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองทางเลือกที่สามที่อาจมีการก่อตั้งในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองกันในช่วงระยะสั้นเวลานี้ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเดินเข้าสู่มุมอับในทางการเมืองแบบไม่ต้องสงสัย ขณะที่ในทางตรงกันข้ามกลับช่วยให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีที่ยิ่งลักษณ์ไม่แถลงข่าวเพื่อแสดงจุดยืนและทิศทางของตัวเองที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค หลังจาก สนช.มีมติถอดถอน
การแถลงข่าวและการแสดงความคิดเห็นถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ถึงแม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ก็ได้มีบทบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์และทีมงานจะแถลงข่าวเพื่อแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งจริงก็ย่อมอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้อย่างชอบธรรม แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับเลือกที่จะสงบปากสงบคำแทน
พรรคเพื่อไทยในฐานะองค์กรทางการเมืองย่อมรู้ดีว่าไม่ควรเอาเรือไปขวางน้ำที่กำลังเชี่ยวอยู่ในเวลานี้ จริงอยู่พรรคเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แต่สิทธิเสรีภาพดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันคุ้มครองกับสิ่งที่ยิ่งลักษณ์ต้องเจอหลังจากแถลงข่าวตอบโต้มติของ สนช.
ต้องไม่ลืมว่า คสช.มีอำนาจตามประกาศกฎอัยการศึกและมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
ที่สำคัญยิ่งลักษณ์ยังมีภาระผูกพันในเรื่องของการต่อสู้คดีจำนำข้าวในชั้นศาลฎีกาอยู่ เช่น การต้องมาแสดงตัวต่อหน้าศาลฎีกาในฐานะจำเลย รวมไปถึงการต่อสู้คดีีระหว่างทาง เป็นต้น หากพรรคเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์ไม่เก็บเนื้อเก็บตัว แต่เลือกที่จะแถลงตอบโต้เพื่อสร้างความชอบธรรม แน่นอนว่า คสช.ย่อมอาศัยเหตุเรื่องการสร้างความมั่นคงเพื่อไม่ให้ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศไทยได้ในระหว่างนี้
ไม่เพียงเท่านี้ ยังอาจจะเป็นไฟลามสร้างความร้อนให้กับหลายเรื่องด้วย โดยเฉพาะการถอดถอนอดีต สว.จำนวน 38 คน ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว. เนื่องจากมติ สนช. 190 เสียงที่ออกมาได้แสดงให้เห็นแบบตรงไปตรงมาแล้วว่า สนช.มีความเป็นเอกภาพสูง หรือแม้แต่คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของอดีต สส.จำนวน 268 คน ซึ่งอยู่ในระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เหนืออื่นใด ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดกระบวนการจัดการขั้นเด็ดขาดในระยะยาวผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญปิดประตูไม่ให้นักการเมืองที่ถูกถอดถอนกลับเข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต
ที่สุดแล้วสถานการณ์ของยิ่งลักษณ์จึงไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือ ไม่มีทางสู้อื่นนอกจากอดทนและยอมรับสภาพอย่างเดียว







