
ธปท.บนทางสองแพร่ง ใช้นโยบายดอกเบี้ย
นับว่าเป็นไปตามคาด เมื่อธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในวงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ติดต่อกัน 18 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 ไปจนถึงเดือน ก.ย. 2559
นับว่าเป็นไปตามคาด เมื่อธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในวงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ติดต่อกัน 18 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 ไปจนถึงเดือน ก.ย. 2559
มาตรการคิวอีของอีซีบีเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซนจำนวน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เมื่อรวมกับมาตรการคิวอีของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 80 ล้านล้านเยน/ปี หรือเทียบเป็นเงินยูโรได้จำนวน 6 หมื่นล้านยูโร แม้ไม่ถึงขั้นทำให้เงินท่วมโลก แต่ก็อาจทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่อีกครั้ง
มาตรการคิวอีของ 2 ขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกนี้ เป็นแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีกครั้ง ให้ต้องคิดหนักเรื่องนโยบายดอกเบี้ย เพราะจะมีผลต่อเงินไหลเข้าออก อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 2% อาจทำให้เงินไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง อยากเห็นการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากเกินไปจนกระทบต่อการส่งออกของประเทศ ซึ่งเป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำลังจะประชุมนัดแรกของปี 2558 ในวันที่ 28 ม.ค.นี้
ความเห็นจากคลังที่ประสานเสียงกับบรรดานักวิเคราะห์ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะภาคการส่งออก นับว่ามีทั้งน้ำหนักและมาถูกจังหวะอย่างยิ่ง หากพิจารณาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก
ปัจจัยในประเทศนั้น อยู่บนพื้นฐานที่เศรษฐกิจไทยเสี่ยงจะเติบโตไม่ถึงเป้าหมาย จากการส่งออกที่อาจพลาดเป้า 4% เนื่องจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศคู่ค้า และการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ในภาคครัวเรือนก็ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่กดดันการบริโภค และสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ยังคงกดดันการใช้จ่ายของเกษตรกร
ขณะที่ปัจจัยภายนอก คือสภาพคล่องมหาศาลที่จะทะลักเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่และประเทศไทยอีกระลอก จากเงินคิวอีฝั่งยุโรปเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร และเงินคิวอีจากญี่ปุ่นปีละ 80 ล้านล้านเยน ซึ่งตีเป็นตัวเลขประมาณการกลมๆ ได้ว่า ตลอดทั้งปี 2558 นี้ จะมีเงินถูกอัดฉีดเข้าระบบถึง 1.35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) แม้ว่าในปีนี้จะมีทุนไหลออกเช่นกันจากการเตรียมรับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่ก็น่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 หรือเท่ากับว่าเราอาจต้องเจอภาวะเงินบาทแข็งค่ายาวไปอย่างน้อยในครึ่งปีแรก จากเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไร
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี คาดการณ์ว่าจะมีเงินร้อนไหลเข้ามาเก็งกำไรเฉลี่ยประมาณเดือนละ 4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยเดือนละ 3,000 ล้านบาท ในช่วงปลายปีที่แล้ว โดยยังเลือกเข้าตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้น เนื่องจากยังต้องระวังความเสี่ยงจากเฟดอยู่
หากเทียบสถานการณ์ค่าเงินในปี 2557 ที่ผ่านมา จะพบว่าเงินบาทของไทย “อ่อนค่าน้อยที่สุด” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ่อนค่าไปแค่ 0.09% เท่านั้น เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่าไปถึง 12.10% เงินเหรียญสิงคโปร์ 4.58% รูเปียห์อินโดนีเซีย 2.29% ริงกิตมาเลเซีย 6.47% และรูปีอินเดีย 2.95% ขณะที่เวียดนามใช้วิธีลดค่าเงินด่องลงอีกครั้งในต้นเดือน ม.ค.นี้ จากครั้งล่าสุดในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว รวม 2 ครั้ง ลดค่าเงินไป 2%
ที่สำคัญก็คือ ขณะนี้หลายประเทศกำลังเร่งทบทวนนโยบายการเงินของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่เริ่มมีเพียงประปรายเมื่อปี 2557 โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีธนาคารกลางถึง 4 แห่งทั่วโลกที่พร้อมใจกัน “หั่นอัตราดอกเบี้ยลงแล้ว” ได้แก่ ธนาคารกลางอินเดียลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 7.75% ธนาคารกลางแคนาดาลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 0.75% ธนาคารกลางปากีสถานลดดอกเบี้ยลง 1% เหลือ 8.5% และธนาคารกลางเดนมาร์กลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวจาก 0.05% เป็นลบ 0.2% และลบ 0.35% (Negative Interest Rates) โดยทั้งหมดนี้มีเหตุผลหลักๆ เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องการรักษาเสถียรภาพค่าเงินจากผลพวงของค่าเงินยูโร
ธปท.ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายการเงินโดยตรง จึงอยู่ในภาวะงานเข้าอย่างจัง แม้นักวิเคราะห์บางสำนักจะเชื่อว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไปก่อนในครั้งนี้ เพื่อรอดูสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้แน่ชัดอีกครั้ง แต่ที่สุดแล้ว กนง.ก็จะถูกแรงกดดันซ้ำๆ เช่นนี้ไปตลอดจนกว่าจะสามารถให้เหตุผลที่เพียงพอได้ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยในตอนนี้ ทั้งที่การลดดอกเบี้ยจะช่วยได้ทั้งเรื่องต้นทุนกู้ยืมที่ถูกลงให้ภาคธุรกิจ ช่วยลดเงินร้อนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไร และทำให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากจนเกินไป
ที่ผ่านมา ธปท.ได้ย้ำมาตลอดว่าอัตราดอกเบี้ย 2% เป็นระดับที่ผ่อนคลายมากพอแล้ว และไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ที่สำคัญก็คือ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าการลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้
เพราะหากมองในแง่ของต้นทุนที่ถูกลงนั้น ต้องยอมรับว่าปัญหาของการค้าและการลงทุนที่ไม่คึกคักในกลุ่มภาคเอกชนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ลดลง 0.25% เป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับหัวขบวนอย่างภาครัฐ ที่จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะงบลงทุนที่ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ กลับเบิกจ่ายได้ไม่ถึง 10% ทั้งที่ตั้งเป้าไว้สูงถึง 30% เนื่องจากความกังวลต่อการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส และการทบทวนค่าเคลมที่ทำให้กระบวนการล่าช้าลง
ขณะเดียวกัน หากจะกดดอกเบี้ยถูกเพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ก็ยังมีปัจจัยเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองเคยแสดงความห่วงกังวลเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ เพราะหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่งจะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา และสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ขณะที่ตัวอย่างในหลายประเทศยังยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า แม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำเรี่ยพื้นที่ระดับ 0% ก็ไม่ได้ช่วยผลักดันกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หรือภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่กลับให้อานิสงส์ต่อการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้มากกว่า
นอกจากนี้ แม้ส่วนต่างดอกเบี้ยจะลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังเป็นส่วนต่างที่สูงกว่าในหลายประเทศที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 0% หรือติดลบ จึงอาจไม่ช่วยสกัดเงินร้อนได้มากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็ยังมีแรงดึงดูดอยู่มากจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ และยังต้องไม่ลืมด้วยว่า ธปท.ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพการเงินในยามที่ตลาดทุนโลกจะผันผวนอย่างหนักในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หากมีภาวะชี้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอเกินคาดตั้งแต่ไตรมาสแรกต้นปีนี้ นโยบายการเงินก็จะเป็นอีกมาตรการจำเป็นที่ต้องงัดมาใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน







