
66/23 ยุคมาร์ค นิรโทษแดง สกัดใต้ดินป่วนรัฐ
8...ทีมข่าวการเมือง
หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ ตามแผนปรองดองแห่งชาติ ขีดเส้นสิ้นปีต้องเสร็จ
รัฐบาลก็รุกคืบด้วยการ
“จุดพลุ” เตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมกับคนเสื้อแดงที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระหว่างการชุมนุม โดยให้ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือดีเอสไอ โยนหินถามทาง“
ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงเหตุผลว่า แนวคิดนี้ไม่ต้องการเอาผิดกับผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาในคดีก่อการร้าย เพราะคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากนับหมื่นคน หากไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรม คดีจะมีอายุความถึง 10 ปีเพราะตาม
“พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่รัฐบาลนำมาประกาศใช้เป็นเครื่องมือป้องกันม็อบแดงระหว่างชุมนุม มาตรา 18 ของ พ.ร.ก.ระบุโทษว่าผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาทซึ่งวันนี้แกนนำเสื้อแดงและผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดถูกคุมขังในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กว่า 200 คน
เกมนี้รัฐบาลซื้อใจคนเสื้อแดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีไม่ได้เหมารวมเอาผิดกับคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ เพราะรัฐบาลยังคงเดินหน้าเอาผิดกับแกนนำ นปช. ข้อหาก่อการร้ายที่ถูกคุมตัวที่ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
ประหนึ่งหยิบยื่นไมตรีให้คนเสื้อแดง ท่ามกลางเสียงโจมตีของแกนนำเพื่อไทยและบิ๊กเสื้อแดงว่า รัฐบาลไม่จริงใจ เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง แผนปรองดองเป็นฉากบังหน้าเพื่อให้อภิสิทธิ์อยู่นานที่สุด เพราะกว่าจะเริ่มปฏิบัติจริงก็ต้นปีหน้า ระหว่างนี้เป็นแค่การเขียนแผนผัง ลายแทง ระดมความเห็นซื้อเวลาไปพลาง
ถ้าจะปรองดองจริงๆ ก็ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ตั้งกรรมการมาศึกษาผลสรุปของกรรมการ ฯลฯ
ข้อสำคัญรัฐบาลยังเปิดเกมไล่ล่าคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดไม่ลดละ
ไม่ว่าการดำเนินคดีแกนนำในฐานะ
“ผู้ก่อการร้ายล้มสถาบัน” การแช่แข็งธุรกรรมการเงินของเครือข่ายทักษิณ 108 คน ล่าสุดการสังหาร “อ้วน บัวใหญ่” แกนนำเสื้อแดงโคราช ที่ถูกโยงว่าเป็นฉากของการกวาดล้าง โดยที่ยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือจัดการกับขบวนการเสื้อแดงอยู่ทั้งหมดนี้แกนนำเพื่อไทยชี้ว่าสมานฉันท์ที่แท้จริงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ภายใต้หน้ากากมาร์ค
หากจะปรองดองก็ต้องเปิดโต๊ะเจรจากันทั้งหมด ไม่ว่ารัฐบาล แกนนำเสื้อแดง แกนนำเสื้อเหลือง ทหาร พรรคการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาลแบบ
“พีซทอล์ก” และดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายเพราะฝ่ายแดงก็แค้นฝังหุ่นที่ไม่พอใจ
“รัฐบาลทหาร” ที่ปราบปรามคนเสื้อแดง ดังนั้นหากจะดำเนินคดีแกนนำข้อหาก่อการร้าย ก็ต้องเอาผิดกับอภิสิทธิ์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาใช้ จ้างวานฆ่าประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตเช่นกันยุทธการแยกปลาออกจากน้ำของรัฐบาลหวังลดข้อครหาไม่ได้เหมาเข่ง แต่ด้านหนึ่งคนเพื่อไทยฟันธงว่า การนิรโทษกรรมคนเสื้อแดงไม่ใช่การปรองดอง แต่เพื่อลดไม่ให้คนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่กำลังหวาดกลัวและโกรธแค้น ดำดินไปโจมตีรัฐบาล
หากคำนวณคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมที่สมรภูมิราชดำเนินและราชประสงค์ตลอด 2 เดือนกว่า มีจำนวนมากนับล้านคนที่สลับเปลี่ยนกันมาชุมนุมภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นั่นหมายความว่าคนเหล่านี้กระทำความผิด ต้องจำคุกไม่เกิน 2 ปี เมื่อบรรยากาศขณะนี้ถูกสร้างให้เกิดความหวาดกลัว ไม่ว่าความพยายามจัดการกับแกนนำเสื้อแดงรุ่นสอง รุ่นสาม หรือแกนนำในต่างจังหวัด ขณะที่คนเสื้อแดงที่เดินทางกลับภูมิลำเนายังผวากับตำรวจและทหารอยู่ลึกๆ
อย่าลืมว่าความทรงจำของรากหญ้าที่มาร่วมชุมนุมยังคงฝังหัวและฝันร้ายกับภาพสยอง และการป้อนข้อมูลต่อเนื่องว่าทหารฆ่าประชาชน!!!
ดังนั้น ประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้จากการนิรโทษกรรมไม่เอาผิดกับผู้ชุมนุม เพื่อลดบรรยากาศความเคียดแค้นที่ฝั่งเสื้อแดงนับล้านๆ คนผูกใจเจ็บ เพราะธรรมชาติมนุษย์หากถูกกดดัน ไล่ต้อนเหมือนสุนัขจนตรอกก็จะสู้ถวายหัว
นี่จึงไม่ต่างจาก การออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/23 เรื่องนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2523 นิรโทษกรรมนักศึกษาที่ไปร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ในป่าหลังเกิดเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลา 2519
66/23 ยุคนั้นประสบความสำเร็จที่สามารถดึงนักศึกษา ชาวบ้าน ทิ้งปืนออกจากป่า ไม่มีความผิด ส่วนนักศึกษากลับมาเรียนหนังสือเหมือนเดิมได้
แต่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ของรัฐบาล แม้รัฐบาลจะกล่าวอ้างว่ามีเสียงต้านมากมาย กลัวว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการชุมนุมผิดกฎหมายอีก ถ้านิรโทษกรรมก็จะไม่มีใครเกรงกลัว และคนเสื้อแดงก็จะกลับมาชุมนุมใหม่ในปีหน้า แต่เชื่อว่าที่สุดแล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือลดความขัดแย้งที่มีต่อรัฐบาลและต่อสถานการณ์ลง
เพราะเมื่อโยนหินออกมาอย่างนี้ หากที่สุดแล้วรัฐบาลไม่นิรโทษกรรมก็ยิ่งเป็นผลร้ายกับรัฐบาลเอง







