posttoday
'แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ'

'แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ'

15 มิถุนายน 2553

....พล.อ.อวีรวิท คงศักดิ์

ถ้าสังเกตให้ดีในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานกับคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นเรื่องที่ซ้ำๆ กัน คือ เรื่อง “ความซื่อตรงและความซื่อสัตย์สุจริต”

แม้กระทั่งเมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีใหม่ 8 ท่าน เข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณล่าสุด ก็ทรงมีพระราชดำรัสในลักษณะเดียวกัน โดยทรงเตือนว่า ต้องปฏิบัติตนตามคำปฏิญาณและต้อง “ซื่อตรง ซื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา” เพื่อให้ชาติ “อยู่รอด”

สิ่งที่เป็นคำถามของสาธารณชนอยู่เสมอ คือ “ถ้าคณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความรู้ ความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามคำสัตย์ปฏิญาณแล้ว บ้านเมืองจะเป็นอย่างที่เห็นอยู่หรือไม่”

ผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 183 ได้บัญญัติให้ท่านเป็นผู้ถวายคำแนะนำ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

ดังนั้น จึงอนุมานได้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละคนในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถ้าพบว่ามีข้อบกพร่องที่ได้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็ต้องถวายคำแนะนำ ให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

สำหรับเกณฑ์และมาตรฐานการประเมินนั้น อาจใช้ “ความซื่อตรง” ที่พระราชทานครั้งล่าสุดมาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของรัฐมนตรีและข้าราชการของรัฐที่เกี่ยวข้องประการหนึ่งก็ได้

คำว่า “ซื่อตรง” หมายถึง “เป็นการกระทำที่ซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา ประพฤติปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Integrity” ซึ่งเป็น “ค่านิยม” ที่สำคัญในการสร้าง “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) หรือ “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” โดยทุกองค์การไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน “ต้อง” สร้างให้เกิดขึ้นกับคนในองค์การ

ท่านผู้รู้ของประเทศไทยหลายท่านได้ให้ความเห็นที่ตรงกันว่า การที่จะให้“ธรรมาภิบาล” เกิดขึ้นในองค์การใด ผู้บริหารต้องมี “ทศพิธราชธรรม” ซึ่ง 1 ใน 10 ข้อนั้น คือ “อาชวะ” ที่แปลว่า “ซื่อตรง” และถ้าให้ดีควรจะมี “ธรรมะของผู้ปกครอง” อีกข้อหนึ่ง คือ “อวิโรธนะ” ที่แปลว่า “ไม่คลาดแคล้วจากธรรมะ” หรือปฏิบัติตนอย่างเสมอต้นเสมอปลายในคุณธรรมความดี ซึ่งหมายถึง “มีความซื่อสัตย์สุจริตและตรงไปตรงมา” โดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎระเบียบต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ในเรื่องนี้ ประเทศมาเลเซียได้จัดทำ “แผนความซื่อตรงแห่งชาติ” (National Integrity Plan) เมื่อปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546)โดยวางกลยุทธ์ในการรณรงค์ในภาครัฐก่อน และเชิญชวนให้ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน สถาบันศาสนา และทุกภาคส่วน ร่วมมือกันปฏิบัติ เพื่อ “สร้างชาติ”

ถ้าย้อนคิดถึงบ้านเราในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เหมือนกัน โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาระบบราชการในระบบธรรมาภิบาล รัฐบาลจึงเสนอกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบราชการแผ่นดินในปี 2545

และตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการเป็นแนวทางการปฏิบัติอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกัน ก็ได้เสนอ “ค่านิยม” ข้าราชการรุ่นใหม่ในรหัสว่า “I AM READY” ซึ่ง I แทนคำว่า “Integrity” หรือ “ซื่อตรง”

อย่างไรก็ดี การบริหารงานภาครัฐของบ้านเรามักขาดความเอาใจใส่หรือผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผู้บริหารที่ริเริ่มสิ่งดีๆ เอง ก็มักจะสร้างภาพ มากกว่าสร้างผลงานให้เกิดขึ้นกับชาติ

เรื่องนี้จึงเหมือนกับหลายๆ เรื่องในประเทศไทยที่มักเป็น “Planning” ซึ่งสื่อความหมายว่า วางแผนที่ดีงามสวยหรูแล้ว นิ่ง ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลว อาจเกิดจากการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจและเห็นดีเห็นงามในเรื่องที่นำมาเสนอ เพราะขาดกลยุทธ์ในการสร้าง “ค่านิยม” ให้เกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ คือ “ความซื่อตรง”

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ซึ่งมี สว.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธาน จึงได้มีมติให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบการสร้างเสริมธรรมาภิบาลฯ พิจารณาจัดทำโครงการรณรงค์ ความซื่อตรง ในสังคมไทย

จากการประสานกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ทราบว่า จะจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเรื่อง “ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ พอเพียง” ในปี 2554 จึงได้ลงนามในข้อตกลงจัดกิจกรรมร่วมในโครงการ “โครงการสัมมนาระดมความคิดเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” โดยมุ่งเน้นการ “กล่อมเกลาทางสังคม” (Socialization) ในกลุ่มนักการเมืองและข้าราชการของรัฐ

โครงการนี้เริ่มด้วยการมอบให้สำนักงานวิจัย สถาบันพระปกเกล้า ทำวิจัยเรื่อง “การศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมความซื่อตรงในสังคมไทย” เพื่อศึกษาสถานการณ์ความซื่อตรงของสังคมไทย จัดทำตัวชี้วัดความซื่อตรง รวมถึงการศึกษาระบบการพัฒนาคุณธรรมความซื่อตรงของประเทศมาเลเซีย และวิเคราะห์หาแนวทางเสริมสร้างความซื่อตรงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งงานวิจัยนี้จะเป็นฐานความรู้และฐานคิดในการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงของสังคมไทย

ขณะเดียวกัน ได้วางแผนจัดการสัมมนาระดมความคิดจากหัวหน้าส่วนราชการที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ซื่อตรง” 2 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการสร้างตนเองและบุคคลในหน่วยงานของตนเป็นคนซื่อตรง

โดยกำหนดกรอบของการพิจารณาไว้ 2 มิติตามที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 พระราชทานไว้ใน “หลักราชการ” คือ ความซื่อตรงต่อหน้าที่และความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป ซึ่งการสัมมนาทั้งสองครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มาเป็นองค์กรร่วมจัด

การสัมมนาครั้งแรกจัดในวันศุกร์ที่ 18 มิ.ย. 2553 เวลา 09.0016.00 น. ที่อาคาร 2 รัฐสภา เป็นการสัมมนาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น” จำนวน 100 คน และครั้งที่สองจัดในวันศุกร์ที่ 9 ก.ค.นี้ เป็นการสัมมนาของหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 100 คน เช่นเดียวกัน โดยทั้งสองครั้งได้เชิญสมาชิกรัฐสภาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย

ผลการสัมมนาทั้งสองครั้งจะได้รับการประมวลองค์ความรู้โดยนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสรุปเป็น “แนวทางปฏิบัติที่ผู้ร่วมสัมมนาสัญญาว่าจะปฏิบัติและข้อเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้างความซื่อตรงให้กับคนในชาติ” เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงของประเทศและเผยแพร่ต่อสาธารณะ

สำหรับการสัมมนาครั้งที่สาม ได้กำหนดไว้ในเดือน ก.ย. คณะผู้ดำเนินโครงการจะเชิญคณะรัฐมนตรี 5 ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 5 ท่าน สมาชิกวุฒิสภา 5 ท่าน และปลัดกระทรวงทุกกระทรวง รวมทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาร่วมกันรับฟังข้อเสนอจากการสัมมนาใน 2 ครั้งแรก และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติให้ส่วนราชการทดลองปฏิบัติเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน และนำมาเสนอผลการปฏิบัติในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติในเดือนก.ค. 2554

บทสรุปของโครงการจะจัดทำเป็น“ปฏิญญาคุณธรรมความซื่อตรง” ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนต้อง “เริ่มต้นที่ตนเอง” เพื่อสร้างสังคมความซื่อตรงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และมอบให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับไปจัดทำมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป

ส่วนการจัดทำแผนปฏิบัติการนั้น เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องจัดทำ ซึ่งถ้ารัฐบาลนี้รับการจัดทำ “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” ไปผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ก็จะทำให้การดำเนินการเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการปรองดองของคนในชาติได้โดยง่าย

ทั้งนี้ เพราะถ้าชนชั้นปกครอง (Elite) ของประเทศไทย “ยังไม่หยุดโกหกและไม่หยุดกล่าวหากันโดยปราศจากข้อเท็จจริงแล้ว”

ก็อย่าหวังเลยว่า “จะปรองดองกันได้”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท