
มองผ่านเลนส์ (ตอนจบ)
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอตอนจบของผลการศึกษาของบริษัท เชลล์ประเทศไทย และกระทรวงพลังงาน
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอตอนจบของผลการศึกษาของบริษัท เชลล์ประเทศไทย และกระทรวงพลังงาน ในหัวข้อ “เชลล์มองผ่านเลนส์สู่เมืองแห่งอนาคต” (New Lenses on Future Cities)
ทั้งนี้ นอกเหนือจากแนวคิดของ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง หรือ UddC (Urban Design and Development Center) ที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดโครงการใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในเมือง ซึ่งย้ำว่า UddC สามารถนำผลการศึกษาของเชลล์มาต่อยอดเสริมกับความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ เพื่อช่วยให้การวางแผนโครงการต่างๆ ครอบคลุมการจัดการด้านการใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า และเป็นประโยชน์กับทุกคนในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการระบบขนส่งมวลชน ที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชนผู้ที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้คนที่กระจายตัวอยู่รอบนอกเมือง
จอน ซีลี่ หัวหน้าฝ่ายออกแบบของบริษัทรับออกแบบ มาร์ค แอนด์ จอร์ดี้ ยังร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลงานที่ต้องการปรับเปลี่ยนระบบรถไฟฟ้าในเมืองให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิดในการเพิ่มพื้นที่สำหรับการปั่นจักรยาน รวมถึงการสร้างสวนลอยฟ้าให้คนเมืองได้พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการก่อสร้าง กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกกว่า 7.5 หมื่นตารางเมตร จากปัจจุบันที่กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่สีเขียวในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่อยู่กันอย่างหนาแน่น
โครงการนี้เราไม่ได้มองเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งที่คนรุ่นต่อๆ ไปสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่เรายังต้องการพัฒนาเพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ด้วย และหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองแรกในเอเชียที่มีการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และกรุงเทพฯ ก็จะไม่ถูกมองว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมลภาวะเหมือนเมืองอื่นๆ ในเอเชียอีกต่อไป แต่จะเป็นเมืองที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดสีเขียว ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในสังคมและวิถีของคนไทย
ดร.โช อุน คง หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์ของเชลล์ ได้เน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญมากต่อการรับมือกับการขยายตัวของเมือง คือ การที่หลายฝ่ายในสังคมต้องให้ความร่วมมือกันจัดการกับความท้าทายต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือ แผนดำเนินงานระยะยาวที่เกิดจากการวางแผนโดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งมีความยืดหยุ่นและกรอบระยะเวลาที่เพียงพอต่อการทำให้แนวคิดนั้นๆ เป็นจริงได้อย่างชัดเจน
การวางผังเมืองต้องคำนึงด้วยว่าคนในเมืองนั้นๆ สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน นอกจากนี้การพัฒนาเมืองให้ประสบความสำเร็จยังต้องเกิดจากการพัฒนาและลงทุนทางด้านการศึกษา สาธารณูปโภค รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ อีกด้วย การวางผังเมืองและจัดการเมืองที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่ถ้าทุกฝ่ายทั้งภาครัฐบาล เอกชน และภาคสังคม ให้ความร่วมมือกันอย่างดีแล้ว เรื่องดังกล่าวย่อมเป็นไปได้







