
ช่องว่างในการค้ากับจีน
.....สมชาย สกุลสุรรัตน์
สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เขียนบทความลงในคอลัมน์นี้ เนื่องจากติดงานต้องเดินทางไปเซี่ยงไฮ้กับคณะของรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ต้องขออภัยท่านผู้อ่านครับ
เมื่อไปถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว คงต้องเก็บประสบการณ์มาเล่าให้ท่านฟังตามธรรมเนียม
ความจริงรัฐมนตรีอลงกรณ์นั้น มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจไทยจีนเป็นอย่างดี และได้เดินทางไปเมืองจีนหลายต่อหลายครั้งแล้ว เพื่อพยายามขยายความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างประเทศทั้งสอง สามารถจดจำชื่อคนและสถานที่สำคัญตลอดจนแหล่งเศรษฐกิจในเมืองจีนได้มากมายทั้งที่พูดจีนไม่เป็น และชื่อในภาษาจีนกลางนั้นจำยากไม่ค่อยคุ้นหูคนไทย ที่คุ้นกับภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋วหรือฮกเกี้ยน อย่างสุมาอี้มากกว่า ซือหม่าอี้ หรือ เล่าปี่มากกว่าหลิวเป้ย เป็นต้น ทั้งยังเต็มไปด้วยเสียงตัว ซ. โซ่ หรือ Z ในภาษาอังกฤษที่ออกเสียงยากจำยากอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเวลาเดินทางไปเมืองจีนกับคุณอลงกรณ์ รัฐมนตรีจึงมักสรุปแถมท้ายการบรรยายสรุปของเจ้าภาพเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้าของจีนได้ลึกกว่าและละเอียดกว่าที่เจ้าภาพบรรยายสรุปให้ฟัง ทำเอาเจ้าภาพต้องนั่งฟังด้วยความสนใจไปด้วย เพราะว่าไปแล้ว ประเทศจีนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีเนื้อที่ถึง 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีพลเมืองกว่า 1.3 พันล้านคน เอาแค่รู้จักท้องถิ่นที่ทำมาค้าขายก็เหนื่อยแล้ว แต่รัฐมนตรีไทยคนนี้เล่นบรรยายสรุปสภาพภูมิศาสตร์และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของจีนทั้งประเทศได้เป็นฉากๆ รวมทั้งชื่อคนและสถานที่ภาษาจีนเป็นที่น่าทึ่งยิ่งนัก
วัตถุประสงค์การไปเมืองจีนเที่ยวนี้ คือการไปศึกษางานระบบโลจิสติกส์และการค้าผลไม้ไทยในเมืองจีน บริษัทที่ไปดูงานก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ได้แก่บริษัทในเครือซีพีของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ นั่นเอง เครือบริษัทซีพีนั้นมีธุรกิจหลายแขนงในประเทศจีน ธุรกิจแขนงที่ได้ไปเยี่ยมชมเที่ยวนี้ ได้แก่ ธุรกิจห้างซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชื่อว่าโลตัส ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศจีนประมาณ 40 กว่าแห่ง ส่วนใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้คือประมาณ 20 กว่าสาขา จัดว่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชาวจีนให้ความเชื่อถือ
วันที่คณะคุณอลงกรณ์ไปเยี่ยมชมห้างโลตัสนั้น เป็นวันที่ห้างเปิดงานตลาดไทยขายผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ให้ผู้บริโภคชาวจีนที่เห็นมารุมล้อมซื้อทุเรียนกันมากมาย นอกจากนั้นก็มีมังคุดและเงาะขาย ได้รับความสนใจพอสมควร
จากข้อมูลที่ผู้บริหารของห้างบรรยายให้ฟังนั้น คนจีนดูเหมือนจะชอบผลไม้ไทยโดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งห้างเองพยายามสอนให้คนจีนบริโภคทุเรียนประเภทกรุบกรอบหวานหอมอย่างทุเรียนหมอนทอง หรือ ก้านยาวที่คนไทยชอบกิน แทนการบริโภคทุเรียนเละๆ อย่างที่เคยเห็น นอกจากนั้นก็มีการสั่งผลิตภัณท์อาหารจากประเทศไทย เช่น น้ำผลไม้ และผลไม้ทอดอบแห้ง เข้าไปขาย
ผมจำประเด็นได้อย่างหนึ่งว่า ถึงแม้รัฐบาลและภาคเอกชนของไทยพยายามเข้าไปบุกเบิกตลาดผลไม้ในเมืองจีนมานานพอควรแล้ว แต่ผลสำเร็จที่เกิดยังอยู่ในวงจำกัด ที่สำคัญคือทั้งภาคเอกชนและภาครัฐของไทยพยายามส่งเสริมให้คนจีนรู้จักผลไม้ไทยผ่านการจัดงานแสดงสินค้า แต่ปัญหาที่ตามมาคือ หลังจากการจัดงานแล้ว ผู้บริโภคไม่ทราบจะไปหาซื้อสินค้าไทยได้จากไหน จนแม้แต่ห้างไทยที่ประกอบธุรกิจในจีนอย่างโลตัสเอง ก็ยอมรับว่ารายได้จากการขายสินค้าไทยนั้นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้รวม
ทั้งนี้ เพราะถ้าใครเคยไปเมืองจีนแล้ว จะเห็นว่าคนจีนนั้นทำอะไรเล็กๆ ไม่ค่อยเป็น (ไม่นับงานศิลปะแกะสลักนะครับ) ไม่ว่าพระราชวังต้องห้ามที่เดินเข้าไปแล้วก็ตะลึงในความยิ่งใหญ่ หรือใหญ่กว่านั้นคือกำแพงเมืองจีน สิ่งก่อสร้างชิ้นเดียวบนโลกที่เห็นได้จากอวกาศตามคำบอกเล่าของนักบินอวกาศสหรัฐ ผมเที่ยวนี้ไปวัดที่ภูเขาหลิงซาน มีโอกาสนมัสการพระพุทธรูปหลินซันซึ่งสูงที่สุดในโลก ถึง 88 เมตร เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ หนักถึง700 ตัน ด้านหน้าวัดเป็นทะเลสาบ ชื่อทะเลสาบไท้หู ซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดยักษ์ กินพื้นที่กว่า 2,200 ตารางกิโลเมตร เขาบอกว่าใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ 4 เท่า ก็ใหญ่จริงครับ จนมองไม่เห็นฝั่ง แต่เขาเกทับครับว่า ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแค่ทะเลสาบอันดับ 3 ของจีนเท่านั้น (ไปคิดเอาเองว่าทะเลสาบเบอร์ 1 และ 2 นั้นจะใหญ่ขนาดไหน) ผมเลยเกกลับว่า ทะเลสาบเมืองไทยเล็กกว่า แต่มีสัตว์ดึกดำบรรพ์ล้านปีที่ทะเลสาบเมืองจีนไม่มีอาศัยอยู่ อยากดูให้มาดูได้ที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เขาถามเท่าไรผมก็ไม่ยอมบอกว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ความจริงคือลูกหลานชาละวัน จังหวัดใกล้เคียงไงครับ สัตว์ดึกดำบรรพ์ขนานแท้ไม่ได้โกหก
พูดไปพูดมาออกนอกเรื่องไปนาน ความจริงแค่อยากจะบอกว่า ห้างสรรพสินค้าเมืองจีนอย่างโลตัสนั้นใหญ่มาก พื้นที่ขายเป็นหมื่นตารางเมตรขึ้นไป มีของขายสารพัด ถ้าไม่รู้ชื่อรู้ยี่ห้อเดินให้ตายก็หาไม่เจอ เพราะฉะนั้นจึงยากที่จะทำให้สินค้าไทยเป็นสินค้าที่คนจีนสามารถซื้อหามาบริโภคได้ในชีวิตประจำวัน เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องช่วยกันคิดให้ตกว่า ทำอย่างไรสินค้าไทยจึงจะมีวางขายต่อเนื่อง ไม่ใช่มีขายเฉพาะในงานแสดงสินค้าครั้งคราว ซึ่งว่าไปแล้วทำเพื่อผลด้านประชาสัมพันธ์เท่านั้น
เพราะฉะนั้นระบบโลจิสติกส์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้สินค้าไทยมีวางขายได้ทั้งปีผู้บริโภคทราบว่าจะซื้อทุเรียนกินจากไหน และไม่ใช่มีทุเรียนดีกินเฉพาะในงานแสดงสินค้าที่รัฐมนตรีไปเปิดงาน แต่ต้องมีสินค้าคุณภาพเดียวกันกินเมื่อต้องการทุกฤดูกาล
ห้างอย่างโลตัสนั้น กำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์คือเอาสินค้าไทยทุกชนิดทุกประเภทมาวางจำหน่ายรวมกัน เป็นมุมสินค้าประเทศไทย เพราะการแยกสินค้าไปจำหน่ายตามประเภทของสินค้านั้น สินค้าไทยจะถูกกลืนหายไปในสินค้าหลายหมื่นหลายพันชนิดที่วางขายในห้างสรรพสินค้ายักษ์ทั้งหลาย
ผมคิดว่า วิธีนี้อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะแก้ไขปัญหาการวางสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคในประเทศจีน ผมว่าผู้ผลิตสินค้าไทย ทั้งสินค้าเพื่อการบริโภคและอุปโภค น่าจะร่วมมือกันเข้าตลาดจีนด้วยวิธีนี้ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าการบุกเดี่ยวๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายรายประสบความสำเร็จเป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่ถ้าอยากเริ่มบุกเบิกตลาดเมืองจีน ผมอยากแนะนำให้ลองติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ของซีพี หรือที่กรมส่งเสริมการส่งออก หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของกระทรวงพาณิชย์ดู น่าจะเข้าไปง่ายและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า แล้วก็เสี่ยงน้อยกว่าด้วย
ผมมีโอกาสไปชมงานเซี่ยงไฮ้เอ็กซ์โป ซึ่งเป็นงานแสดงนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดของโลก โดยเฉพาะเมื่อมาจัดในประเทศจีน ซึ่งจัดงานนี้บนพื้นที่กว่า 3,300 ไร่ มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมแสดงนิทรรศการต่างๆ ให้ผู้ชมรู้จักประเทศของตนเองกว่า 241 ประเทศ เขาวางเป้าหมายผู้เข้าชมวันละ 700,000 คน ตอนนี้บ่นครับว่าไม่เข้าเป้า มีคนเข้าชมเฉลี่ยแค่วันละ 500,000 คนเท่านั้น แต่ถ้างานนี้มาจัดในเมืองไทยขนาดไม่เข้าเป้า พอปิดงาน คนไทยทั้งประเทศ รวมลูกเด็กเล็กแดง 60 ล้านคนคงเข้าไปดูงานครบทุกคน
ผมมีโอกาสไปชมนิทรรศการศาลาไทย ก็ต้องบอกว่า ไม่เป็นรองใครในงานทั้งด้านแสงสีและเสียง ตลอดจนรูปแบบของศาลา ถือว่าเป็นศาลาที่มีผู้เข้าชมมาเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของศาลาต่างๆ มีคนเข้าคิวรอกัน 23 ชั่วโมง ส่วนหนึ่งเพราะคนจีนนั้นรู้จักเมืองไทยและสนใจที่จะเข้ามาเมืองไทยอยู่แล้ว ผมเห็นเขาเข้าคิวรอชมศาลาไทยแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานก็คงเข้ามาเที่ยวเมืองไทยอีก ถ้าเราไม่รบราฆ่ากันเองจนเขาไม่กล้าเข้ามา







