
การดูแลสื่อ
....ชาลอต โทณวณิก
คงต้องยอมรับกันว่าเหตุการณ์ในเดือน พ.ค. ที่เกิดขึ้นนั้น “สื่อ” กับ “การใช้สื่อ” ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องโทรทัศน์ดาวเทียม ที่ถูกมองว่าทำให้เกิดสถานีสีต่างๆ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความรุนแรง และนำมาซึ่งแผนปรองดองที่มีหัวข้อของการปฏิรูปสื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในแผนด้วย
ปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้นในเรื่องสื่อ คือการที่กฎหมาย ตามไม่ทันเทคโนโลยีและธุรกิจ ทำให้การดูแลไปไม่กว้างขวางเท่ากับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปมาก และอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีราคาถูกลง
ณ ขณะนี้ ศูนย์กลางการกำกับดูแลยังอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจยังมีความเข้าใจในวิถีของโทรทัศน์ดาวเทียมเคเบิลทีวี ค่อนข้างน้อย ไม่ต่างกับบรรดาคนกรุงเทพฯ ที่เมื่อพูดถึงเคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียมก็จะนึกถึงแค่ทรูวิชั่นส์
เรื่องนี้กลายเป็นในต่างจังหวัดล้ำหน้าไปมาก และกระจายเป็นเส้นเลือดฝอยไปถึงระดับตำบล หมู่บ้านกันแล้ว
เท่าที่เห็นในขณะนี้ทางภาครัฐมาดูแลในสิ่งที่ดูแลง่ายก่อน คือ เคเบิลทีวี ซึ่งดิฉันเห็นว่าหากให้เคเบิลทีวีสามารถขยายได้ น่าจะดีกับการดูแลเพราะมีความชัดเจนด้านผู้ประกอบการว่าเป็นใคร และขณะเดียวกันก็สามารถที่จะดูแล Content ที่อยู่ในช่องต่างๆ ของเคเบิลทีวีได้ เพราะทางเคเบิลทีวีต้องแจ้งว่าในเคเบิลของตนนั้นมีช่องอะไรบ้าง ทางผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งรายละเอียดของช่องต่างๆ ของตัวเองว่าผลิตรายการประเภทใด ถือเป็นการกำกับดูแลกันไปได้ในลำดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่ดูแลยากคือ ทีวีดาวเทียม ที่เคยเขียนไปแล้วว่า มีเพียงรายใหญ่ๆ ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ คือการนำ content มาเรียงร้อยให้กับสมาชิก และเป็นการขายแบบบอกรับสมาชิก ยังมีพวกที่เหลือที่จริงๆ เหมือนเป็นการขายอุปกรณ์ และปัจจุบันอุปกรณ์ก็มีราคาถูกลง ทำให้ชาวบ้านสนใจติดตั้งจานดาวเทียม เพราะหลักๆ สามารถรับช่องสัญญาณฟรีทีวีได้ชัดกว่าเสาอากาศ จนถึงมีโครงการ “ล้มเสาอากาศติดจาน”
แต่การทำธุรกิจของทีวีดาวเทียมที่มุ่งขายอุปกรณ์เป็นหลัก ซึ่งมองเห็นได้ราวกับดอกเห็ด แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ณ ตอนนี้ก็มีมาก อันตรายคือการที่จะมีช่องอะไรเข้าไปอยู่ในบ้านประชาชนบ้างก็ไม่ทราบ เพราะโดยมากบรรดาผู้ประกอบการจะหันจานรับสัญญาณดาวเทียมมาลงให้กับผู้ใช้บริการแบบทีเดียว แล้วจากนั้นก็ไม่มีบริการหลังการขาย ยกเว้นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จะดูแลลูกค้าต่อ
และปัญหาอีกประการหนึ่ง คือ ต้นทุนในการประกอบธุรกิจของเคเบิลทีวี จะต้องมีการวางสาย ทำให้ขณะนี้ให้บริการอยู่ในระดับเทศบาลเป็นหลัก แต่จานดาวเทียมก็ไปครอบคลุมบริเวณตำบล หมู่บ้าน โดยเฉพาะที่ห่างไกล หากเรานั่งรถไปจะเห็นจานดำใหญ่ติดกันเยอะมาก
เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ในประเทศเพื่อนบ้านก็มีการขยายขอบเขตกันไปมาก ได้ไปหลวงพระบางและนั่งรถ/เรือไปนอกตัวเมืองก็จะเห็นจานดำเต็มไปหมด
พม่าที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องของสื่อ แม้แต่ Internet ก็ยังมีการบล็อก Website เช่น Facebook Youtube และอีกหลายๆ Website แต่ก็มีการระบาดของจานดาวเทียมเช่นกัน
อย่างที่เกริ่นไว้ว่า ปัจจุบันการกำกับดูแลกับเทคโนโลยีไม่ทันกัน ดังนั้นสื่ออีกสื่อหนึ่งที่แจ้งเกิดในช่วงเหตุการณ์เดือน พ.ค. ในรูปลักษณ์ของการนำเสนอข่าว คือ Internet โดยเฉพาะ Twitter และ Facebook ที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเป็นนักข่าวพลเมืองได้ เพราะใครพบเห็นอะไรก็จะสามารถสั่งเขาใน Facebook และ Twitter
ยอดของผู้ที่ Follow แหล่งข่าว/นักข่าวที่ Active ในการรายงานข่าวที่เรียกว่านาทีต่อนาที พุ่งสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์
ก็ต้องมาพิจารณาว่าข่าวนั้นได้มีการกลั่นกรองหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ว่าการให้ข่าวนั้นมาจากแหล่ง หรือสำนักที่เชื่อถือได้หรือไม่
เท่าที่ดิฉันสังเกตดูปรากฏว่าข่าวใน Twitter หรือ Facebook ในช่วงวิกฤตนั้น มีความเชื่อถือได้ หากเลือกที่จะตามผู้ที่เป็นที่น่าเชื่อถือ มีความเชื่อถือได้ แต่ที่เห็นว่าลามได้รวดเร็ว และข้อมูลผิดพลาดบ่อย และส่งต่อกันอย่างรวดเร็วนั้น เป็นข้อมูลใน Blackberry Messenger เพราะข้อมูลเหล่านั้นยังไม่เป็นสาธารณะเหมือนใน Internet แต่ก็แพร่กระจายได้รวดเร็ว เพราะเมื่อได้รับข้อมูลก็อยากจะบอกต่อ โดยยังไม่ได้กลั่นกรองก่อน
เรื่องสื่อต่างๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และโดยมาก อะไรที่ควบคุมได้ก็จะไม่ค่อยอันตราย แต่อะไรที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะอันตราย ดังนั้นคงต้องทำความรู้จักกับจิตวิญญาณของสื่อต่างๆ อย่างถ่องแท้หากจะปฏิรูปกันอย่างจริงจัง







