posttoday
พักยกการเมือง ลุยธุรกิจพันล้าน

พักยกการเมือง ลุยธุรกิจพันล้าน

25 มกราคม 2558

หลังรัฐประหาร มัลลิกา จำใจต้องยุติบทบาททางการเมืองไว้ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

หลังรัฐประหาร มัลลิกา จำใจต้องยุติบทบาททางการเมืองไว้ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ หรืองานใน กปปส. ที่ไปเคลื่อนไหวอยู่ข้างถนนหลายเดือน เหลือเพียงแค่งานในสถานะประธานชมรมนักรบไซเบอร์ที่ยังทำต่อเนื่อง 

ควบคู่ไปกับงานในพื้นที่ จ.พะเยา ที่มีสาขาพรรคช่วยดูแล โดยเธอเป็นคนคอยออกค่าใช้จ่ายแม้จนถึงปัจจุบันนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะลงในระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบเขต แต่เธอก็ยังทำพื้นที่จัดกิจกรรมต่อเนื่องผ่านมูลนิธิมัลลิกา ที่จดทะเบียนมาแล้ว 7 ปี

อีกบทบาทหนึ่ง มัลลิกา ผันตัวมาจับธุรกิจส่วนตัว ทั้งธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  “ท็อปซีเคร็ต บาย มัลลิกา”  ที่ร่วมทุนกับ นพ.ประดิษฐ์ เจริญพงษ์  ซึ่งเปิดตัวผ่านไอจี เฟซบุ๊กไปบ้างแล้ว อยู่ระหว่างการทำการตลาด และมีแผนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน และเวียดนาม  

สาเหตุที่หันมาทำธุรกิจความงามนี้  มัลลิกา เล่าว่า เริ่มจากการใช้เอง  พออายุมากขึ้นการจะทาครีมเริ่มไม่ซึมซับ จึงต้องหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาดูแลสุขภาพเมื่อมาปรึกษาหมอประดิษฐ์ ก็คิดสูตรนี้ออกมา มีส่วนผสมทั้งเปลือกผลส้ม ​กลูตาไธโอน ฯลฯ  เมื่อเห็นว่าดีจึงทำออกขาย

แต่อีกธุรกิจที่ มัลลิกา ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่มาช่วยทำงานเวลานี้ คือ การรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการช็อปปิ้งมอลล์ อินสแควร์เดิม ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “ดีดีมอลล์”  ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท  โดยเธอเล่าว่า เดิมเคยถูกเชิญให้มาเป็นซีอีโอบริหารโครงการอินสแควร์แต่ด้วยความที่ผู้ถือหุ้นเดิมเขาขาดสภาพคล่อง จึงเจรจาให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาเทกโอเวอร์ แฟร์ด้วยกันทัั้งสองฝ่าย

“ผู้ถือหุ้นรายใหม่เป็นกลุ่มบริษัท ไดมอนด์แกรนด์  ทางคุณอาที่เป็นเจ้าของบริษัททำจิวเวลรี่ เป็นญาติกับสามี อยากให้เรามาช่วยดูโครงการ จึงมาเป็นที่ปรึกษาโครงการนี้  ทำหน้าที่วางแผนธุรกิจ เสนอแบงก์ เสนอการรถไฟฯ เจ้าของพื้นที่ เจ้าของหนี้ เคลียร์กลุ่มผู้ค้า วางแผนที่จะเดินหน้าเป็นช็อปปิ้งมอลล์ต่อไป ต้องหาคอนเนกชั่นที่ปรึกษาใหญ่ๆ มาช่วยแผนธุรกิจ จะทำเป็น 3 ส่วน คือ ​เซ้งยาว เช่าสั้น กลุ่มลูกค้าเดิม”

มัลลิกา เล่าว่า  แม้จะทำงานการเมืองหรืองานด้านอื่นๆ มาหลายด้าน แต่ประสบการณ์ด้านธุรกิจนั้นมีอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ในกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และเคยผ่านงานเป็นที่ปรึกษาโปรเจกต์ต่างๆ มาไม่น้อย เคยทำแผนเสนอธนาคาร ​มีการล็อบบี้อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยคอนเนกชั่นและความเชี่ยวชาญในการมองแผนทะลุ

“เรื่องนอกเหนือจากนี้เราก็ใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาทำ เราจะเป็นที่ปรึกษาและดูแล ซึ่งธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องอยู่แล้ว มันจะทำให้ธุรกิจดำเนินไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีทางออกอยู่ 2 ทาง คือ ปรับโครงสร้างหนี้ ปรับธนาคาร แล้วก็รันแผนธุรกิจใหม่ แต่ปรากฏว่าในช่วงที่เรามาบริหารจัดการ กลุ่มคนที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนเขาไม่เอาแบบครึ่งๆ จึงต้องคุยกับเจ้าของโครงการเดิมด้วยการเทกโอเวอร์หุ้นเพื่อเปลี่ยนแผนธุรกิจทำเป็นช็อปปิ้ง โดยจะเปิดให้ได้ 3 ชั้น ภายใน 3 เดือนนี้ ส่วนที่เหลือก็ต้องรีโนเวทต่อไป”

ส่วนปัญหาเกี่ยวกับผู้ค้า เนื่องจากผู้ค้ามีปัญหากับผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเขาขาดสภาพคล่อง โดยตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเคลียร์ ซึ่งตกลงไปแล้ว 60 คน โดยผู้ค้าไม่ต้องการอะไรมาก นอกจากต้องการเปิดทำการค้า และต้องการเงินคืนหากเปิดร้านไม่ได้ ทั้งสองสิ่งนี้เรากำลังจัดการให้ในฐานะผู้ถือหุ้นใหม่ อาจจะมีค่าชดเชยฟรีค่าส่วนกลางสำหรับคนที่ยังอยากค้าขาย สำหรับคนที่ต้องการเงินคืนก็จะมีทีมที่คอยดูแต่ละเคสและมาเคลียร์กัน บางเคสก็เป็นผู้ลงทุนบริษัท เอาพื้นที่ไปลงทุนโดยที่เงินไม่เข้าตึก อันนั้นก็เป็นคดีความ ระหว่างที่ดำเนินคดีเราก็เคลียร์ให้ลูกค้าเข้ามาเปิดร้าน

อย่างไรก็ตาม จะมีลูกค้าอีกส่วนที่ยังไม่เข้ามา เพราะอาจจะยังไม่มั่นใจ มีคนพยายามชักจูงไปร้องที่นั่นที่นี่  ส่วนนี้เราจะเชิญเขามาคุย เขาอาจไม่เข้าใจว่าเราเทกโอเวอร์หุ้น คิดว่าเป็นเพียงแค่การเทกฯ โครงการ เขาเข้าใจว่าทางการรถไฟฯ จะมายึดสิทธิไปเพราะว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเราซื้อหุ้นไม่ได้ซื้อโครงการ ความจริงทั้งการรถไฟฯ และธนาคาร เราได้คุยกันแล้วตามหลักกฎหมายสิทธิการครอบครอง

มัลลิกา ยอมรับว่าต้องปรับตัวพอสมควรกับบทบาททางด้านธุรกิจ ​แต่ในส่วนของการบริหารเคยผ่านการบริหารโครงสร้างอื่นมาแล้ว อย่างเช่นอยู่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที  ก็บริหารโปรเจกต์ธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งนั้น ที่มีทั้งแผนการลงทุน แผนธุรกิจ แผนการจัดโครงสร้างต่างๆ มีประสบการณ์ มีคอนเนกชั่น 

“ส่วนตัวชอบบทบาททางการเมืองมากที่สุดแล้ว เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่อยู่ในวิญญาณ และอยู่ในจิตสำนึก ในช่วงที่ตัดสินใจทิ้งสิ่งที่เราชอบ คือการเป็นนักสื่อสารมวลชนที่มีชื่อเสียง เพื่อที่จะมาทำงานการเมือง โดยมีความคิดแค่สองอย่าง คือ 1.ตอบโจทย์จิตสำนึกสาธารณะของเรา ที่เรามีความรู้สึกว่า ทำงานทีวีได้แค่ทีละเรื่อง ช่วยคนได้เพียงทีละกลุ่ม แต่ในสำนึกของเรารู้สึกว่าปัญหาบางเรื่องสามารถแก้ได้ด้วยวิธีการออกกฎหมายฉบับเดียว และนโยบาย บางครั้งสามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ เพื่อคนเป็นล้านได้

“ตอนสมัยอยู่รายการร่วมมือร่วมใจ เราเจอคนแก่ลำบากหลายเคส ​สิ่งที่เราคิดก็คือว่าคนแก่ในประเทศนี้มีประมาณ 10 ล้านคน โดยคนแก่เหล่านี้ทำไมต้องมีที่พึ่ง เราก็เลยคิดถึงเรื่องการออกกฎหมายคุ้มครอง และการให้สวัสดิการคนสูงวัย เป็นต้น เพื่อเสนอกับนักการเมือง เราจึงอยากเป็นนักการเมืองเพราะเรื่องแบบนี้

“คือเราคิดว่าการเป็นนักการเมืองที่สามารถผลักดันสิ่งที่เป็นสำนึกสาธารณะให้สำเร็จ ถือว่าเป็นเรื่องที่สุดแล้วสำหรับการเป็นนักการเมือง แม้ว่าคนจะมีมุมมองต่อนักการเมืองในแง่ลบ ซึ่งรู้สึกได้ แต่สำหรับมัลลิกา เรามั่นใจว่าเป็นคนดี มีสำนึกที่ดีไม่เปลี่ยน เราจึงไว้วางใจตัวเองในการผลักดันสิ่งดีๆ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท