
"สมบัติ"เชื่อเลือกตั้งหลังมีรธน.ซื้อเสียงรุนแรง
"สมบัติ"เชื่อเลือกตั้งรอบใหม่หลังมีรธน.ซื้อเสียงรุนแรง แนะกมธ.ยกร่างฯออกแบบให้ดี ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด
"สมบัติ"เชื่อเลือกตั้งรอบใหม่หลังมีรธน.ซื้อเสียงรุนแรง แนะกมธ.ยกร่างฯออกแบบให้ดี ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดเวทีสัมมนาและรับฟังความเห็น เรื่อง "10 ประเด็นเด่นนวัตกรรมการเมืองไทย" โดยเวทีแรกเป็นประเด็นของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. ในฐานะประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวย้ถึงปัญหาการเมืองไทยที่ผ่านมา มีการทุจริตการเลือกตั้ง การทำงานในรัฐสภาไม่มีประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดินไม่โปร่งใส เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น
ทั้งนี้ เชื่อว่าการเลือกตั้งรอบที่จะมาถึง จะพบการซื้อสิทธิขายเสียงที่รุนแรงเช่นเดิม เพราะปัจจุบันประชาชนรอการเลือกตั้ง แม้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะมีพฤติกรรมทุจริต แต่ประชาชนไม่ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าว เพราะมองเพียงประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น โครงการรับจำนำข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งถือเป็นโครงการประชานิยม มีการทุจริตหลักแสนล้านบาท ทำประเทศชาติเสียหาย แต่ประชาชนต้องการเพราะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ดังนั้น ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขอให้จับตาการเขียนบทบัญญัติที่ป้องกันนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมให้ดี หากเขียนป้องกันไม่ได้จะเกิดความเดือดร้อน
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่วางหลักการประเด็นการเมืองไว้แล้วว่า ขอให้ทบทวนและหามาตรการเพื่อป้องกันปัญหาที่เป็นจุดเสี่ยง ดังนี้ 1.รัฐบาลผสมที่ไม่มีประสิทธิภาพ จากจำนวนสส.ที่วางไว้ 450 เสียง และใช้วิธีนับคะแนนสส.แบบสะท้อนความนิยมที่แท้จริง หรือแบบประเทศเยอรมนี จะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากพอตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ดังนั้น จะเกิดการระดมเสียงเพื่อตั้งรัฐบาล หากผลการรวมตัวเป็นแบบสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเทศชาติจะไม่มีอนาคต และหากเป็นรัฐบาลผสมที่เสียงเข้มแข็งเกิน 330 เสียง จะทำให้กระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ การถอดถอนนักการเมืองในระบบรัฐสภาทำไม่ได้จริง
2.ระบบนายทุนพรรคการเมือง ตามหลักการที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาคือ ให้มีผู้สมัครสส.แบบอิสระนั้น ส่วนตัวได้ข่าวมาว่าในการเลือกตั้งรอบต่อไป มีพรรคการเมืองวางเป้าให้ได้จำนวนสส. 52-54 % ก็พอ โดยนายทุนพรรคการเมืองจะส่งนักการเมืองในสังกัดที่มีชื่อเสียงและเป็นสส.ซึ่งผูกขาดพื้นที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามอิสระ ส่วนในนามพรรคจะส่งจิ๊กโก๋ไร้ชื่อเสียงลงเลือกตั้ง และในกระบวนการหาเสียงนักเลือกตั้งอิสระขอประชาชนลงคะแนนให้พรรคการเมืองหรือแบบบัญชีรายชื่อให้มากที่สุด เพื่อให้ได้คะแนนนิยมที่มาก และมีสัดส่วนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุด
ส่วนระบบเขตจะไม่เน้นมาก ดังนั้น เมื่อเลือกตั้งเสร็จพรรคการเมืองนั้นจะได้สส.บัญชีรายชื่อมาก และรวมกับผู้สมัครอิสระจะได้จำนวนสส.มาก และ 3.แนวโน้มที่จะเกิดการผูกขาดการเมืองโดยกลุ่มการเมืองเดียว หรือรัฐบาลกลุ่มเดียว และเป็นรัฐบาลที่มีอายุยาวนาน
.
"ถ้าพรรคนั้นได้คะแนนนิยม 40% จะได้สส.รวม 180 หากเขตเขาได้ สส.5 คน เขาต้องเอาจากบัญชีรายชื่ออีก 175 คน ส่วนสส.ซึ่งลงสมัครอิสระของเขาได้ 100 คน จะทำให้พรรคนายทุน ได้สส. 275 คน ถือว่าเป็นเสียงข้างมาก ทำให้ง่ายต่อการเรียกพรรคอื่นที่เขาอยากเป็นรัฐบาลมาร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ ผมกังวลและเป็นห่วงมาก แต่ไม่รู้ว่าประเด็นนี้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญคิดออกหรือยัง จุดเสี่ยงนี้นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทบทวนด้วย ผมเชื่อว่าหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่กลุ่มอำนาจเดิมจะกลับมาแน่" นายสมบัติ กล่าว
ด้านนายยุทธพร อิสระชัย คณบดีสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การเลือกตั้งในประเทศไทย ที่มีการออกกฎหมายเพื่อป้องกันการซื้อเสียง ไม่สามารถแก้ไขได้จริง เพราะกฎหมายไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้ ดังนั้น ประเด็นที่จะช่วยลดปัญหาต้องเพิ่มเครื่องมือ 2 ส่วน คือ 1.สื่อมวลชนในชุมชนที่สะท้อนปัญหาในชุมชนไปสู่ส่วนกลาง
และ2.การเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยึดโยงประเด็นปัญหาของชุมชน เพื่อลดการพึ่งพิงนักการเมือง และการต่างตอบแทนระหว่างประชาชนและนักการเมืองที่จะเกิดขึ้นในระบบเลือกตั้ง นอกจากนั้นในส่วนการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองต้องเพิ่มดุลยภาพการตรวจสอบในส่วนภาคประชาชน ในรูปแบบสภาตรวจสอบภาคประชาชน โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในระบบการเมืองของประชาชนด้วย
"การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ผ่านมา ผมมองว่าบิดเบี้ยวไปมาก เพราะช่วงความขัดแย้งทางการเมือง องค์กรภาคประชาชนผูกโยงเข้ากับนักการเมืองมากไป ดังนั้นต้องกลับมามองในมุมชุมชนท้องถิ่นให้มากขึ้นด้วย"นายยุทธพร กล่าว
ขณะที่นายสุริยะใส กตศิลา ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย และอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ทุกรูปแบบของระบบเลือกตั้งของไทยมีช่องโหว่ เพราะรูปแบบนั้นมุ่งเฉพาะการคัดกรองผู้แทนที่ดี แต่มีสิ่งที่แก้ไขช่องโหว่ได้ คือ การให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การมีส่วนร่วมทางการเมืองเท่านั้น โดยรูปแบบสำคัญคือ กระบวนการประชามติของประชาชนที่มีสิทธิชี้ขาดว่าประเด็นไหนต้องการการหรือไม่ต้องการชัดเจน ไม่ใช่แค่กระบวนการปรึกษาหารือเท่านั้น
ส่วนประเด็นการถอดถอนจำเป็นต้องปฏิรูป โดยเฉพาะกระบวนการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น และกระบวนการถอดถอนนัการเมืองระดับชาติ ที่ต้องมีกลไกให้มาตอบข้อซักถามในสภาฯ ไม่ใช่ร่วมกระบวนการถอดถอนเพียงแค่การแถลงเปิดและปิดคดีเท่านั้น ซึ่งส่วนตัวมองว่ากรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกลงมติให้ถอดออกจากตำแหน่งนั้นเพราะไม่มาตอบคำถามในสภา จึงเสียโอกาสชี้แจง
"ประเด็นที่การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา ต้องไม่มองปัญหาเฉพาะตัวรัฐธรรมนูญเท่านั้น ต้องมองปัญหานอกรัฐธรรมนูญด้วย กล่าวคือ อำนาจทุน ที่น้องแก้ประเด็นกลุ่มทุนที่มุ่งสัมปทานการเลือกตั้งให้ได้" นายสุริยะใส กล่าว







