
ตาบอด 5 ปี
ถ้าไม่นับเรื่องที่ผมต้องสูญเสียคุณพ่อไป เหตุการณ์ที่ทำให้ผมเสียใจที่สุด
ถ้าไม่นับเรื่องที่ผมต้องสูญเสียคุณพ่อไป เหตุการณ์ที่ทำให้ผมเสียใจที่สุด และถือเป็นวิกฤตในชีวิตคือเรื่องที่ผมต้องกลายเป็นคนตาบอดนานเกือบ 5 ปี
เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นขณะที่ผมอายุได้ 13 ปี 6 เดือน จู่ๆ ดวงตาของผมก็ฝ้ามัว และมีอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็น นับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้เลยตลอดชีวิต
วันที่เริ่มมีอาการ ผมจำได้ว่า ทุกคนในบ้านกำลังเตรียมอาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปี อยู่ๆ ก็มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นที่ดวงตา รู้สึกระคายเคือง ภาพต่างๆ มองเห็นไม่ชัดเจน ฝ้าฟางและเบลอไปหมด ผมบ่นให้พ่อแม่ฟัง ซึ่งก็คาดเดากันไปต่างๆ นานา แต่สรุปได้ว่า
“สงสัยจะเป็นเพราะกินปลาเค็มกับขิงมากไป!”
ข้อสรุปที่ได้ทำให้ผมข้องใจในเมื่อผมกินอาหารแบบเดียวกับคนอื่นๆ เมนูที่จำได้แม่นคือ ปลาเค็มใส่ขิงทอด คนอื่นที่กินไม่มีใครเป็นอะไร ทุกคนไม่มีอาการแบบผม
“ทำไมคนอื่นก็กินแต่ไม่เป็นล่ะ”
ผมซักแม่ด้วยความสงสัย
“ก็คนอื่นเขาไม่แพ้ แต่เอ็งมันแพ้!”
แม่ให้เหตุผลว่าผมแพ้ปลาเค็ม ผมยังคงทำหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก แม่พูดต่อให้คลายกังวลว่า
“ไม่เป็นอะไรหรอกไอ้หนู แบบนี้แม่ก็เคยเป็น เดี๋ยวก็หายเองแหละ”
ทว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น...อาการผิดปกติที่ตากลับเพิ่มมากขึ้น ผมรู้สึกว่าดวงตาฝ้าฟางมองอะไรแทบไม่เห็น หยิบจับอะไรก็มักตกหล่น หรือเดินเตะข้าวของบ่อยครั้ง จนแม่ต้องถาม
“ไอ้หนู เอ็งเป็นอะไร ทำไมเดินเตะข้าวของเหมือนมองไม่เห็น”
“ผมมองเห็นไม่ชัด ไม่รู้เป็นอะไร ทุกอย่างเบลอๆ ไปหมด”
แม่รีบมาดูที่ดวงตาของผม แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ที่ดวงตาทั้งสองข้างมีฝ้าหนาสีขาวจับตัวอยู่ตรงลูกตาดำ คล้ายเอาเนื้อลำไยไปปิดตาดำไว้จนแทบจะมิด
“มันมีเนื้ออะไรไม่รู้มาปิดที่ตาดำ”
แม่อุทานอย่างร้อนใจ ผมตกใจมาก รีบถามแม่ว่า
“ผมจะตาบอดหรือเปล่าแม่”
“ไม่หรอก ใจเย็นๆ มันต้องมียาหยอดที่ทำให้ฝ้าในตาลอกได้ พอลอกแล้วตาก็จะหายดีเหมือนเดิมแหละ”
แม่พูดให้กำลังใจ ในขณะที่หน้าตาและน้ำเสียงของแม่ค้านกับคำพูดเหลือเกิน เมื่อทุกคนในบ้านรู้เรื่องดวงตาของผม ต่างร้อนใจกันถ้วนหน้า กลัวว่าผมจะตาบอด พ่อกับแม่บอกว่าอยากพาผมไปหาหมอ แต่ติดขัดที่เราไม่มีเงิน ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่นิ่งนอนใจ ขวนขวายไปสืบเสาะแสวงหาทางที่จะรักษาตาของผมโดยไม่ต้องใช้เงิน นั่นคือรักษากันตามยถากรรม หรือตามความเชื่อ ใครว่าอะไรดีหรือเข้าท่า พ่อกับแม่จะรีบทำตามทันที
วิธีการรักษาตาแบบที่ชาวบ้านแนะนำ แม้หลายวิธีจะแปลกประหลาด แต่ก็สร้างความหวังให้กับผม เช่น รักษาด้วยการใส่สิ่งต่างๆ ลงไปในดวงตา สิ่งแรกที่ชาวบ้านแนะนำ คือ หยากไย่หรือใยแมงมุมเก่าๆ ซึ่งเป็นสิ่งสกปรก แต่คนโบราณเชื่อว่าจะแก้กันได้ โดยให้ความสกปรกของหยากไย่ไปไล่ความสกปรกของเชื้อโรค ถัดไปเป็นการเอาหมึกจีนที่ใช้เขียนกับกระดาษ มาผสมกับจิ๊กโฉ่วที่ใช้เหยาะกินกับอาหารคาว แล้วนำมาหยดใส่ตาผม
บางครั้งถึงกับนำหยากไย่ หมึกจีน และจิ๊กโฉ่วผสมกันทุกอย่างแล้วใช้ขนไก่ที่ดึงขนทิ้งเหลือไว้แต่ส่วนปลาย จิ้มสูตรผสมที่ทำไว้ ป้ายไปที่ดวงตาของผม
ครั้งแรกที่ถูกรักษาด้วยวิธีนี้ ผมเจ็บมาก เพราะพี่สะใภ้ที่ทำหน้าที่ป้ายตา จิ้มส่วนผสมที่เตรียมไว้มากเกินไป หมึกกับน้ำจิ๊กโฉ่วและหยากไย่ติดมาเต็มขนไก่ และเข้าไปอยู่ในดวงตาของผมจนชุ่ม นาทีที่ดวงตาสัมผัสกับตัวยาพิสดาร ผมถึงกับร้องลั่นดิ้นพล่านด้วยความเจ็บแสบ
“อาซ้อ...ผมเจ็บทนไม่ไหว” และเบี่ยงหน้าหนีไม่ยอมให้พี่สะใภ้ป้ายสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า “ยา” ใส่ในดวงตาของผมอีก พร้อมกับนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด อาซ้อเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปตักน้ำเปล่ามาล้างตาให้
“ขอโทษนะซิวซี ซ้อจุ่มยามากไปหน่อย แต่ครั้งนี้ซ้อจะจุ่มพอหมาดๆ จะไม่เจ็บแสบแล้ว” ผมยังผวาไม่กล้าให้ซ้อทำ
“ผมไม่ป้ายยาพิสดารนี่ไม่ได้เหรอ” แต่แม่พูดสำทับว่า “อย่าเรื่องมากน่ะซิวซี ไม่ป้ายแล้วจะหายเหรอ สูตรยานี่เขาใช้กันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว รักษาคนตาบอดให้หายมาเยอะแล้วด้วย”
ผมเลยต้องจำยอมให้อาซ้อป้ายตาเพื่อทำการรักษาต่อ พอครั้งที่สอง พี่สะใภ้จุ่มขนไก่ลงในตัวยาแล้วทำให้หมาดๆ ความเจ็บแสบน้อยลง แต่ดวงตาของผมไม่ได้มีอาการดีขึ้นอย่างที่หวัง หลายวิธีที่ลองไม่ได้ผล หนำซ้ำทำให้ดวงตาของผมแย่ลงไปอีก บางครั้งเกิดอาการอักเสบขึ้นมาหลังรักษาด้วยวิธีประหลาดๆ ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน
ความหวังเริ่มริบหรี่ลงทุกวัน ดวงตาสองข้างของผมกลายเป็นที่ทดลองให้กับการรักษาแบบพื้นบ้านสารพัดอย่าง
จนท้ายที่สุด...ตาผมก็บอดสนิท มองอะไรไม่เห็นอีกเลย
ช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าการมีชีวิตอยู่ทำไมถึงได้ลำบากนัก เพราะนอกจากครอบครัวของเราจะยากจน แทบไม่มีจะกิน ผมยังต้องมาทุกข์ใจเรื่องตาบอด กลายเป็นคนพิการมองอะไรไม่เห็นอีกด้วย
ชีวิตมีมืดแล้วจะสว่าง...แต่ทำไมผมมืดแล้วยังมืดกว่าเดิมอีก
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







