
“พรเพชร” ยันมติถอนถอดสนช.ไม่มีเลศนัย
“ประธานสนช.” ยืนยันมติถอนถอดสนช.ไม่มีเลศนัย ชี้ สมาชิกเข้าใจความผิด “ยิ่งลักษณ์” พิจารณาจากข้อเท็จจริงล้วนๆ
“ประธานสนช.” ยืนยันมติถอนถอดสนช.ไม่มีเลศนัย ชี้ สมาชิกเข้าใจความผิด “ยิ่งลักษณ์” พิจารณาจากข้อเท็จจริงล้วนๆ
เวลา 12.45 น. วันที่ 23 ม.ค.ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประเมินผลการลงคะแนนมติถอดถอนของทั้งนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า กระบวนลงมติในวันนี้สนช.ทุกคนใช้ดุลพินิจโดยอิสระเพราะเป็นเอกสิทธิ์ และไม่ได้ทำอะไรที่แฝงประโยชน์หรือมีเลศนัยใดๆทั้งสิ้น และจนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลว่าชักจูงว่าให้สมาชิกทำอย่างหนึ่งอย่างใด แม้แต่ตนก็ไม่เคยพูดเรื่องดุลพินิจในการลงมติ ซึ่งสมาชิกมีความกระตือรือร้นการตระหนักในหน้าที่ว่าต้องใช้ดุลพินิจโดยคำนึงหลักกฎหมาย นิติธรรมและความเป็นธรรม จริงอยู่ที่ผ่านมาจะเคยมีการประชุมทั้งเปิดเผยและลับไม่ว่าจะในวิปสนช.และสภาใหญ่ ตนก็ไม่มีสิทธิ์ถามสมาชิกว่าจะลงมติอย่างไร
นายพรเพชร กล่าวว่า ในฐานะประธานสนช. ตนต้องประเมินการทำหน้าที่ของสนช.ว่าเป็นไปด้วยหลักการหรือเหตุผลใด ซึ่งจะนำกระบวนการพิจารณาทั้ง 3 สำนวน โดยกรณีของนายสมศักดิ์และนายนิคมตนเห็นว่า การที่มีมติไม่ถอดถอนเพราะสำนวนข้อกล่าวหาเป็นไปตามข้อกฎหมายกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 จึงมีข้อถกเถียงว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ 50 ยกเลิกความผิดที่ระบุไว้ยังคงอยู่หรือไม่ อีกทั้งความผิดของนายนิคม ป.ป.ช.ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาก่อนมีการัฐประหาร เมื่อตนมารับหน้าที่ประธานสนช. ตนได้เห็นคำร้องดังกล่าวจึงทำเรื่องสอบถามไปยังป.ป.ช.จะแก้ไขหรือไม่ แต่ป.ป.ช.ยืนยันกลับมาว่าจะใช้ข้อกล่าวหาเดิม ตนจึงขอความเห็นสมาชิกกระทั่งมีมติรับไว้พิจารณา เมื่อกระบวนการถอดถอนของนายสมศักดิ์และนายนิคมสิ้นสุด เห็นว่าสมาชิกส่วนใหญ่ใช้ดุลพินิจตามข้อกฎหมาย ที่เห็นว่าไม่ครบองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ
นายพรเพชร กล่าวต่อว่า ขณะที่สำนวนของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ค่อยมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย แม้จะมีข้อโต้แย้งในบางเรื่อง คือ อำนาจของสนช.ไม่อาจพิจารณาถอดถอนได้ แต่สนช.มีข้อสรุปแล้วตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้สนช.ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ดังนั้นอำนาจการถอดถอนจึงเป็นไปตามประเพณีการปกครอง ย่อมเป็นอำนาจของสนช.ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อีกข้ออ้างหนึ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาพ้นตำแหน่งแล้วไม่อาจถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น หากไม่มีวรรคที่ระบุว่า “เมื่อถอดถอนแล้วให้เพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5ปี” ด้วยเหตุนี้ ถือว่าหลักกฎหมายหนักแน่นไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งป.ป.ช.ยื่นข้อกล่าวหาว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แม้ว่าข้อกล่าวหาของป.ป.ช.ก็มีการอ้างว่าผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 ด้วย แต่ข้อกล่าวหาก็ยังอ้างความผิดหลักตามขัดพ.ร.บ.บริหาราชการฯ โดยปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จึงทำให้ปัญหาตามข้อกล่าวหานี้มีน้อย ดังนั้น สนช.จึงต้องไปพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
นายพรเพชร กล่าวอีกว่า กรณีที่สนช.มีมติถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ถึง 190 คะแนน เข้าใจว่าสมาชิกมีความเข้าใจในพยานหลักฐานตามที่ป.ป.ช.นำมากล่าวอ้างและแสดงถึงข้อเท็จจริงต่างๆ จึงเป็นเรื่องสมาชิกมีความเห็นต่างกันในการรับฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการในการพิจารณาของสนช.และการฟังจากสำนวนการไต่สวนของป.ป.ช.







