
ไล่ล่าชดใช้เสียหาย จำนำข้าวทำได้แต่ไม่ได้เงิน
มติคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเอาผิดกับบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวก 21 คน กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เป็นการตอกย้ำว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลทุกขั้นตอน
มติคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเอาผิดกับบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวก 21 คน กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เป็นการตอกย้ำว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลทุกขั้นตอน
ก่อนหน้านี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ขณะนั้น ก็ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ระงับโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล และส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่ง สนช.จะมีการลงมติในวันนี้
ขณะเดียวกัน คณะทำงานร่วม ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นร่วมกันว่าจะดำเนินการส่งฟ้องคดีอาญากับยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ไม่ระงับโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เป็นการตอกย้ำว่ายิ่งลักษณ์มีส่วนต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ในทุกๆด้านแบบหนีไม่พ้น
ยังไม่รวมกับก่อนหน้านี้ที่กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ ยิ่งลักษณ์ กรณีที่มีการขนข้าวในโครงการรับจำนำออกจากโกดังโดยไม่ได้รับอนุมัติ และยังมีการขโมยข้าวออกจากโกดังทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย
วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว ทาง ป.ป.ช.จะแจ้งให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ว่าขณะนี้ตัวเลขความเสียหายยังไม่นิ่ง เพราะคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวปิดบัญชีล่าสุด 22 พ.ค. 2557 มีผลขาดทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยดังกล่าวที่จะไปดูว่าใครจะต้องรับผิดชอบความเสียหายบ้าง
ขณะที่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็รับลูกเรื่องนี้ทันที โดยระบุว่าการเรียกร้องความเสียหายดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการรับผิดทางละเมิด ที่มีกรมบัญชีกลางดูแลอยู่ แต่ต้องให้ต้นเรื่องเจ้าของโครงการรับจำนำข้าว คือ กระทรวงพาณิชย์ทำเรื่องมาให้คณะกรรมการรับผิดทางแพ่ง ว่าจะให้เรียกค่าเสียหายจากใครเป็นจำนวนเท่าไร หากกระทรวงพาณิชย์ไม่ทำ กระทรวงการคลังก็ร้องขอให้เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าว
การหาคนรับผิดชอบความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับผู้บริหารประเทศในอนาคต จะได้ไม่จงใจ หรือประมาททำนโยบายที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งที่รู้ก็ไม่ยอมยับยั้งความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม การหาคนมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีอุปสรรคและขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกันเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ หน่วยงานที่ต้องดำเนินการให้คนมาชดใช้ความเสียหายก็ต้องชะลอเรื่องดังกล่าวและเก็บทิ้งไว้ในลิ้นชัก
แม้ว่าคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จะมีผลขาดทุน 6.82 แสนล้านบาท แต่หากแยกรายละเอียดพบว่า เป็นโครงการรับจำนำทั้งหมด 15 โครงการ เป็นของรัฐบาลก่อนหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ 11 โครงการแรก สมัยก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1.63 แสนล้านบาท และผลขาดทุนจากการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ใน 4 โครงการหลัง จำนวน 5.19 แสนล้านบาท
จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องทำผิดหรือละเว้นทำให้เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบชดใช้เป็นเงิน 5.19 แสนล้านบาท แต่ทว่าความเสียหายดังกล่าวยังไม่นิ่ง เพราะการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจะรู้ผลแน่นอนก็ต่อเมื่อมีการระบายข้าวให้หมดเสียก่อน ถึงจะรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแท้จริง ซึ่งมีการคาดกันว่าจะต้องใช้เวลาการระบายข้าวที่เหลืออีกประมาณ 17-18 ล้านตัน ถึง 4 ปี นั่นหมายความว่าต้องรอจนขายข้าวให้หมดก่อนหรือเปล่าถึงจะเรียกร้องเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้
ปัญหาที่ตามมา คือ ใครต้องรับผิดชอบความเสียหายเท่าไร อย่างกรณีของบุญทรง และพวก 21 คน ที่ถูกชี้มูลความผิด ขายข้าวให้บริษัทเอกชนในราคาต่ำจำนวน 6.5 หมื่นตัน ทำให้รัฐเสียหาย 847 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่น้อยมากเทียบกับความเสียหายของโครงการทั้งหมด
ความเสียหายที่เหลือก้อนมหึมากว่า 5 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 แสนล้านบาท คนที่รับผิดชอบจะเป็น ยิ่งลักษณ์คนเดียวเท่านั้น หรือใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องคิดปวดหัวอีกหลายตลบ
เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ยิ่งลักษณ์ต้องใช้ความเสียหายเพียงผู้เดียว อดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่มีเงินมากถึง 5-7 แสนล้านบาทมาใช้ความเสียหาย จากข้อจำกัดดังกล่าว จะเห็นว่าการหาคนมาชดใช้ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวไม่ใช่เรื่องง่าย
หากดูกรณีการดำเนินการให้อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว กรณีการจัดซื้อจัดจ้างรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร แม้ว่าศาลปกครองสั่งให้ทายาทเป็นผู้ชดใช้แทนแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดความเสียและถูกตัดสินจำคุกกลับหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถนำตัวมารับโทษและให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับกรณีของการผู้ที่กระทำผิดการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่คณะกรรมการรับผิดทางละเมิดมีมติให้นักการเมืองและข้าราชการ 15 ราย จ่ายค่าเสียหายจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อุทธรณ์ว่าไม่มีเงินจ่าย จนถึงทุกวันนี้รัฐก็ยังไม่ได้เงินชดใช้ความเสียหายคืนแม้แต่บาทเดียว
สำหรับการให้ผู้ที่กระทำผิดในโครงการรับจำนำข้าวชดใช้ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ก็คงมีชะตากรรมเดียวกันคือได้ทวงแต่ไม่ได้เงิน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นทุกวัน เพราะความเสียหาย 5-6 แสนล้านบาท อยู่ในรูปเงินกู้ที่ต้องเสียดอกเบี้ยปีละ 1.5-2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าต้องใช้เวลาถึงไม่น้อยหายกว่า 30 ปี ถึงจะใช้หนี้ที่เกิดจากความเสียจากโครงการรับจำนำข้าวหมด







