
ยิ่งลักษณ์ รอดยาก
จนถึงนาทีนี้คงต้องบอกว่า “รอดยาก” สำหรับอีกหนึ่งในคดีประวัติกับการถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จนถึงนาทีนี้คงต้องบอกว่า “รอดยาก” สำหรับอีกหนึ่งในคดีประวัติกับการถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
ยิ่งภายหลังจากรับฟังการแถลงปิดคดีของ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะตัวแทนผู้ถูกร้องที่ตอกย้ำความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในทุกขั้นตอนจนกระทบต่อการเงิน การคลังประเทศและชีวิตชาวนาอย่างกว้างขวาง
ถึงขั้นมีการสรุปนิยามโครงการรับจำนำข้าว ว่า “รัฐบาลผู้ถูกกล่าวหาจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต และประเทศจำนำหนี้”
ยิ่งกว่านั้น ปัจจัยที่ทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หันมาลงมติ “ถอดถอน” ดูจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท หรือความผิดทางข้อกฎหมายที่ทาง ป.ป.ช.ออกมาสรุป
แต่รอบนี้ยังให้น้ำหนักไปถึงเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม ของผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ที่จะเป็น “บรรทัดฐาน” สืบต่อไปหลังกระบวนการ “ปฏิรูป”
“กระบวนการถอดถอนเป็นจุดเริ่มต้นที่ปักธงให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามที่จะมารับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุดของแผ่นดิน โดยเฉพาะตำแหน่งนายกฯ ที่จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมสูงสุดยิ่งกว่าบุคคลอื่นทั้งหมด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติตาม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลานของเราเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในจริยธรรมและคุณธรรมต่อไป” วิชา ระบุ
ในแง่ความเสียหายคงเป็นเรื่องที่ยิ่งลักษณ์ยากจะปฏิเสธ เมื่อเวลานี้กระบวนการเอาผิดในส่วนต่างๆ เริ่มเห็นความคืบหน้าชัดเจนในหลายส่วน
ไล่มาตั้งแต่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้าแจ้งความที่กองปราบฯ เอาผิดคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว
ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และคนอื่นๆ รวม 21 ราย จากกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจีที่ก่อให้เกิดความเสียหายร่วม 6 แสนล้านบาท
ปิดท้ายด้วยที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ในที่สุดได้ข้อสรุปเห็นพ้องกันว่าจะฟ้องคดีอาญาอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์
ความเสียหายเหล่านี้ยากที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศจะปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือโยนให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แบกรับแทน เหมือนดังที่ยิ่งลักษณ์พยายามชี้แจงในคำแถลงปิดคดี
ทางออกสุดท้ายจึงเบี่ยงไปที่ประเด็นผลประโยชน์ที่ “ชาวนา” ได้รับ ควบคู่ไปกับการตอกย้ำประเด็นโดนกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี
“ดิฉันไม่ต้องการเห็นประเทศชาติมีความขัดแย้งทางการเมือง จนต้องใช้วิธีการทำลายล้างที่ไร้หลักการ และขาดความเป็นธรรมอย่างที่ดิฉันประสบอยู่ พร้อมเสมอในการพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ก็ต้องขอความเป็นธรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญในหลักนิติธรรม”
แต่ประเมินทิศทางเวลานี้ กระแส “ไม่ถอดถอน” เพื่อ “ปรองดอง” เริ่มเลือนรางและถูกทดแทนด้วยการไล่บี้ลงโทษคนผิดเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีในอนาคต
แถมลงมติครั้งนี้ยังถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ที่จะกระทบไปถึงกระบวนการ “ปฏิรูป” แม้เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 จาก 220 เสียง จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากประเมินจากอารมณ์สังคม หรือจับสัญญาณจากผู้หลักผู้ใหญ่ใน คสช.เวลานี้ จะเห็นว่าโอกาสถอดถอนเป็นไปได้สูง
อย่าลืมว่าสัดส่วนกลุ่มคนมีสีทั้ง ทหาร ตำรวจ ทั้งที่ยังปฏิบัติหน้าที่และเกษียณอายุราชการแล้ว ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนถึง 128 คน และค่อนข้างมีเอกภาพ หากจะเทน้ำหนักไปไหนย่อมมีผลต่อการ
ลงมติ
ขณะที่เสียงจากสัดส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ 39 คน นักวิชาการ 19 คน นักธุรกิจ 13 คน กลุ่มอดีต สว. 8 คน หรือสัดส่วนภาคอื่นๆ 13 คน
อีกตัวแปรสำคัญซึ่งจะมีผลต่อการชี้ขาดว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ยังอยู่ที่การลงมติ “งดออกเสียง” เมื่อการประชุมครั้งนี้เป็นการลงมติลับ ไม่สามารถเช็กได้ว่าใครลงมติอะไร
ขณะที่การลาประชุมโดยอ้างว่าติดภารกิจไม่เข้าร่วมประชุม อาจเป็นเป้าให้ถูกจับตาง่ายกว่า
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อคะแนนเสียงที่ทำให้ต้องลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายว่าจะถึง 132 เสียงหรือไม่!!!!







