posttoday
ยิ่งลักษณ์ รอดยาก

ยิ่งลักษณ์ รอดยาก

23 มกราคม 2558

จนถึงนาทีนี้คงต้องบอกว่า “รอดยาก” สำหรับอีกหนึ่งในคดีประวัติกับการถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนถึงนาทีนี้คงต้องบอกว่า “รอดยาก” สำหรับอีกหนึ่งในคดีประวัติกับการถอดถอน อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว

ยิ่งภายหลังจากรับฟังการแถลงปิดคดีของ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ ในฐานะตัวแทนผู้ถูกร้องที่ตอกย้ำความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวในทุกขั้นตอนจนกระทบต่อการเงิน การคลังประเทศ​และชีวิตชาวนาอย่างกว้างขวาง

​ถึงขั้นมีการสรุปนิยามโครงการรับจำนำข้าว ว่า “รัฐบาลผู้ถูกกล่าวหาจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต และประเทศจำนำหนี้”

ยิ่งกว่านั้น ปัจจัยที่ทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หันมาลงมติ “ถอดถอน” ดูจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท หรือความผิดทางข้อกฎหมายที่ทาง ป.ป.ช.ออกมาสรุป​

แต่รอบนี้ยังให้น้ำหนักไปถึงเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม ของผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ที่จะเป็น “บรรทัดฐาน” สืบต่อไปหลังกระบวนการ “ปฏิรูป”

“​กระบวนการถอดถอนเป็นจุดเริ่มต้นที่ปักธงให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามที่จะมารับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุดของแผ่นดิน โดยเฉพาะตำแหน่งนายกฯ ที่จะต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมสูงสุดยิ่งกว่าบุคคลอื่นทั้งหมด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่นประพฤติปฏิบัติตาม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลานของเราเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในจริยธรรมและคุณธรรมต่อไป” วิชา ระบุ

ในแง่ความเสียหายคงเป็นเรื่องที่ยิ่งลักษณ์ยากจะปฏิเสธ เมื่อเวลานี้กระบวนการเอาผิดในส่วนต่างๆ เริ่มเห็นความคืบหน้าชัดเจนในหลายส่วน

ไล่มาตั้งแต่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้าแจ้งความที่กองปราบฯ เอาผิดคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว

​ป.ป.ช.​ชี้มูลความผิด ​บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และคนอื่นๆ รวม 21 ราย จากกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจีที่ก่อให้เกิดความเสียหายร่วม 6 แสนล้านบาท

ปิดท้ายด้วยที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ในที่สุดได้ข้อสรุปเห็นพ้องกันว่าจะฟ้องคดีอาญาอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์

ความเสียหายเหล่านี้ยากที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศจะปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือโยนให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แบกรับแทน เหมือนดังที่ยิ่งลักษณ์พยายามชี้แจงในคำแถลงปิดคดี

ทางออกสุดท้ายจึงเบี่ยงไปที่ประเด็น​ผลประโยชน์ที่ “ชาวนา” ได้รับ ควบคู่ไปกับการตอกย้ำประเด็นโดนกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี

“ดิฉันไม่ต้องการเห็นประเทศชาติมีความขัดแย้งทางการเมือง จนต้องใช้วิธีการทำลายล้างที่ไร้หลักการ และขาดความเป็นธรรมอย่างที่ดิฉันประสบอยู่ พร้อมเสมอในการพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ก็ต้องขอความเป็นธรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญในหลักนิติธรรม”

แต่ประเมินทิศทางเวลานี้ กระแส “ไม่ถอดถอน” เพื่อ “ปรองดอง” เริ่มเลือนราง​และถูกทดแทนด้วยการไล่บี้ลงโทษคนผิดเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีในอนาคต

แถมลงมติครั้งนี้ยังถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของ คสช. ​ที่จะกระทบไปถึงกระบวนการ “ปฏิรูป” แม้เสียง 3 ใน 5 หรือ 132 จาก 220 เสียง จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากประเมินจากอารมณ์สังคม หรือจับสัญญาณจากผู้หลักผู้ใหญ่ใน คสช.เวลานี้ จะเห็นว่าโอกาสถอดถอนเป็นไปได้สูง

อย่าลืมว่าสัดส่วนกลุ่มคนมีสีทั้ง ทหาร ตำรวจ ทั้งที่ยังปฏิบัติหน้าที่และเกษียณอายุราชการแล้ว ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนถึง 128 คน และค่อนข้างมีเอกภาพ หากจะเทน้ำหนักไปไหนย่อมมีผลต่อการ
ลงมติ

ขณะที่เสียงจากสัดส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ ​ 39 คน นักวิชาการ 19 คน นักธุรกิจ 13 คน กลุ่มอดีต สว. 8 คน หรือสัดส่วนภาคอื่นๆ ​13 คน ​

อีกตัวแปรสำคัญซึ่งจะมีผลต่อการชี้ขาดว่าจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอน ยังอยู่ที่การลงมติ “งดออกเสียง” เมื่อการประชุมครั้งนี้เป็นการลงมติลับ ไม่สามารถเช็กได้ว่าใครลงมติอะไร

ขณะที่การลาประชุมโดยอ้างว่าติดภารกิจไม่เข้าร่วมประชุม อาจเป็นเป้าให้ถูกจับตาง่ายกว่า

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อคะแนนเสียงที่ทำให้ต้องลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายว่าจะถึง 132 เสียงหรือไม่!!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท