
ยิ่งลักษณ์แถลงปิดคดีย้ำจำนำข้าวช่วยชาวนาไม่มีโกง
"ยิ่งลักษณ์"แถลงปิดคดีถอดถอนต่อสนช. ยันจำนำข้าวช่วยชาวนาไม่มีทุจริต อัด ป.ป.ช.ใช้พยานเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง
"ยิ่งลักษณ์"แถลงปิดคดีถอดถอนต่อสนช. ยันจำนำข้าวช่วยชาวนาไม่มีทุจริต อัด ป.ป.ช.ใช้พยานเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาแถลงปิดคดีถอดถอนกรณีไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้เกิดทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงว่า ขอชี้แจงว่าวันที่มาแถลงเปิดคดีได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ในรายละเอียดครบถ้วน ทั้งยังได้จัดเตรียมเอกสารข้อมูลสนับสนุนที่ตอบทุกข้อสงสัย ดังนั้นในขั้นตอนการตอบข้อซักถามนั้น เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสภา หากผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่หรืออดีตรัฐมนตรีที่เคยรับผิดชอบต่อโครงการนี้ใน ฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างสมบูรณ์
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การตอบข้อซักถามของผู้แทนป.ป.ช. มีข้อสังเกตที่เป็นพิรุธและไม่สมควรที่จะนำสำนวนรายงานและข้อความเห็นของป.ป.ช.มาเป็นเหตุผลนาการถอดถอนหลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดแล้ว เหลือเพียงกฎหมายป.ป.ช.ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ จึงเห็นว่าการดำเนินการถอดถอดตนไม่สามารถทำได้ และเป็นการถอดถอนซ้ำซ้อน เพราะตนไม่เหลือตำแหน่งอะไรให้ถอดถอนอีกแล้ว กระบวนดังกล่าวถือเป็นการซ้ำซ้อนและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน คำกล่าวของนายวิชาที่ชี้นำสภาแห่งนี้ และผู้รับฟังทั่วไปไขว้เขวเข้าใจว่าตนไปทำความผิด ทั้งที่เนื้อหาข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสำนวนดังกล่าว เช่น การกล่าวหาว่าข้าวหาย เพื่อจงใจให้สาธารณชนเข้าใจว่าตนและพวกปล่อยปะละเลยให้ข้าวหาย และพยายามให้เกิดความเชื่อว่าตนละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น จนทำให้ป.ป.ช.ต้องมีหนังสือยุติโครงการจำนำข้าว ทั้งหมดไม่เป็นธรรม ไม่พึงกระทำ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการรายงานเรื่องของอนุกรรมการปิดบัญชีแถลงว่าโครงการจำนำข้าวขาดทุนจากการบัญชีทั้ง 4 ครั้ง รวมกว่า 5.8 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่ยังมีข้อโต้แย้งทางบัญชี อีกทั้งยังมีข้าวในสต๊อกที่สามารถระบายได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแจ้งความของปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ล้วนเป็นการดำเนินคดีตามสัญญาที่มีอยู่เดิมเป็นเงื่อนไขตามสัญญาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรัฐ โดยกำหนดตัวผู้รับผิดชอบไว้คือ เจ้าของโกดัง เซอร์เวย์เยอและโรงสี ซึ่งเป็นคดีเดียวกันกับ 276 คดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว นอกจากนี้หนังสือจากสตง.ที่ส่งมายังรัฐบาลทั้ง 4 ครั้ง มีเพียงฉบับสุดท้ายที่ระบุให้ยกเลิกโครงการจำนำข้าว แต่ก็เป็นหนังสือที่ส่งมาเมื่อรัฐบาลได้ยุบสภาไปแล้ว จึงไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ป.ป.ช.ใช้พยานหลักฐานที่เป็นปฏิปักษ์ ตนเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับคณะทำงานหลายฝ่าย เพราะความที่ต้องเร่งรีบรวบรัดเรื่องของการไต่สวนคดีนี้ จึงพบว่าพยานของป.ป.ช. มีเพียง 7 ปากเท่านั้น และในจำนวนปากมีพยานบุคคลจำนวน 4 ปากที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองโดยตรงต่อรัฐบาลของตนทั้งสิ้น เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น นายวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสส.พรรประชาธิปัตย์ สมควรหรือไม่ ที่บุคคลดังกล่าวจะมาเป็นพยานให้ป.ป.ช.ในคดีนี้
นอกจากนี้ยังมีนายนิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ ผู้ที่รับจ้างทำงานวิจัยให้ป.ป.ช. และยังมีชื่อเข้าร่วมประชุมกับนายอภิสิทธิ์เพื่อริเริ่มและดำเนินโครงการประกันรายได้ รวมถึงนายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย ที่เพิ่งตั้งขึ้นช่วงเดือนก.พ. 2557 และได้ร่วมชุมนุมกับกปปส.เพื่อขับไล่รัฐบาล เป็นต้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ส่วนข้อคำถามที่ว่าโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนและเสียหายมากขึ้น แล้วทำไมยังทำโครงการต่อ ต้องเรียนว่าการปิดบัญชีของคณะกรรมการปิดบัญชีฯนั้นยังมีข้อโต้แย้งอยู่ ทั้งในเรื่องปริมาณสต็อกที่ไม่รวมจำนวนที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อตก.)และองค์การคลังสินค้า(อคส.) ยืนยันว่ามีอยู่จริงจำนวนถึง 2.98 ล้านตัน และราคาที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าสต็อก ซึ่งบางท่านอาจเห็นว่า ต่อให้แตกต่างกัน ก็ยังมีผลที่อาจเรียกว่าการขาดทุนทางบัญชีสะสมที่สูงอยู่
อย่างไรก็ตาม การที่นำตัวเลขของแต่ละปีการผลิตมาบวกรวมกันหลายๆปี แล้วเรียกว่าการขาดทุนทางบัญชีสะสมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ถ้าหากนำตัวเลขการปิดบัญชี 3 ปีมาเทียบ ก็ต้องนำเอาประโยชน์ที่พี่น้องชาวนาได้รับรายได้เพิ่มขึ้น และประโยชน์เศรษฐกิจ ในช่วง 3 ปี มาเทียบด้วย ซึ่งจะพบว่า “ประโยชน์ที่ได้รับโดยรวม” มีมูลค่าสูงกว่ามาก ฉะนั้น โครงการรับจำนำข้าว มีคุณประโยชน์คุ้มค่าต่อประเทศชาติ มากกว่าเงินที่นำมาใช้ในโครงการจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะยุติโครงการ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงข้อกล่าวหารัฐบาลไม่จริงใจป้องกันและปราบปรามการทุจริต ว่า รัฐบาลมีความจริงใจ และกำหนดมาตรการดำเนินงานที่ชัดเจน อาทิ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามตรวจสอบ 12 คณะ มาตรการตรวจสอบ 13 มาตรา ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสต๊อกข้าว การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชี เป็นต้น นอกจากนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความรั่วไหลจึงสั่งให้จ่ายเงินชาวนาผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) โดยตรง
ต่อข้อซักถามว่า โครงการจำนำข้าวผูกขาดตลาดและทำให้เกิดการทุจริต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า โครงการจำนำข้าวไม่ได้บิดเบือนกลไกตลาด เพราะชาวนานำมาเข้าจำนำเพียงครึ่งหนึ่งของผลผลิต ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งเอกชนยังค้าขายได้อย่างปกติ และข้าวในมือรัฐบาลก็มีการนำออกมาประมูล อีกทั้งโครงการทำให้ข้าวในตลาดโลกเข้มแข้ง และราคาข้าวไทยสูงขึ้น ส่วนกรณีข้าวหาย ข้าวปลอมปน เรียนว่าไม่ใช่ความเสียหายต่อรัฐ เพราะตามสัญญากำหนดผู้รับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน
“ดิฉันมีข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดโครงการจำนำข้าว ซึ่งดำเนินโครงการตามมติครม.และกขช. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่เหตุใดดิฉันจึงถูกดำเนินคดีโดยลำพัง ทั้งที่รัฐธรรมนูญมิได้กำหนด ดิฉันเห็นว่าการถูกดำเนินคดีครั้งนี้เป็นวาระซ่อนเร้น อยู่ภายใต้การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม เป็นวาระทางการเมือง เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินดิฉันพ้นจากตำแหน่งเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้นจะเป็นการบังเอิญหรือไม่ ที่ป.ป.ช.ชี้มูลพอดี และวันนี้ป.ป.ช.ก็อ้างความบังเอิญอีกชี้มูลจีทูจี เพื่อชี้นำสังคมและกดดันสภาแห่งนี้ว่าตนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต”น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของป.ป.ช. และขอคัดค้านคำแถลงเปิดคดี และรายงานความเห็นของป.ป.ช. โดยระบุว่าตนไม่เคยคิดโกงหรือมีพฤติกรรมใดๆที่ส่อไปในทางทุจริต วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรม และขอโอกาสให้คนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ให้ได้ลืมตาอ้าปาก ผู้ผลิตอาหารได้รายได้ที่เป็นธรรม ปัญหาต่างๆในปัจจุบัน เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อประโยชน์ในระยะยาวเราช่วยเกษตรกรชาวนา ผู้ด้อยโอกาสอย่างเร่งด่วน ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เราจะให้ประเทศชาติและชาวนาของเราหลังหักไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะปล่อยให้เขาเหล่านั้นให้ใช้ชีวิตตามยถากรรม เพราะหนี้สิน และไม่พอจะกิน โครงการรับจำนำข้าวเป็นเพียงระยะแรกที่ทำให้ชาวนามีรายได้เพียงพอ และระยะต่อไปต้องเร่งดำเนินการพัฒนาพันธุ์ข้าวและเกษตรโซนนิ่ง และเชื่อว่ามาตรการต่างๆหากดำเนินการได้สำเร็จ ราคาเกษตรของไทยทั้งระบบจะปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพ
“หากเราตัดโอกาสชาวนาและมองเป็นเพียงเรื่องกำไรขาดทุน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็อยู่ในระดับปฏิบัติซึ่งต้องแก้ไขในแต่ละพื้นที่ เหมารวมผิดทั้งโครงการ ต้องยกเลิก มองเป็นเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย ดิฉันเรียกย้ำอีกครั้งว่าอย่ามองเหรียญด้านใดด้านหนึ่ง หากเทียบโครงการรับจำนำข้าวกับการแจกเงินนอกจากจะไม่ส่งเสริมอาชีพปลูกข้าวแล้ว ยังเป็นการให้คนรอรับความช่วยเหลือการคิดแบบนี้เมื่อไหร่ที่ชาวนาจะยืนบนขาตัวเองได้ ดิฉันไม่ต้องการเห็นประเทศชาติ มีความขัดแย้งทางการเมือง จนต้องใช้วิธีการทำลายล้างที่ไร้หลักการ และขาดความเป็นธรรม อย่างที่ดิฉันประสบอยู่ พร้อมเสมอในการพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ก็ต้องขอความเป็นธรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญในหลักนิติธรรม” อดีตนายกฯกล่าว







