
โลกกังขาคิวอียุโรป การเมืองแรงฉุดศักยภาพ
หมดเวลาสำหรับการตั้งคำถามอย่างใคร่รู้เสียทีว่า เมื่อใดธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) จะอนุมัตินโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาใช้เพื่อต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะเงินฝืดของภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะภายใน 19 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน)
หมดเวลาสำหรับการตั้งคำถามอย่างใคร่รู้เสียทีว่า เมื่อใดธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) จะอนุมัตินโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาใช้เพื่อต่อกรกับวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะเงินฝืดของภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะภายใน 19 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน)
เหตุผลเพราะกว่า 6 ปีที่ยุโรปเผชิญวิกฤตจนเข้าสู่ภาวะถดถอย ความพยายามของอีซีบีกับสารพัดวิธีการ ไม่ได้ทำให้ยุโรปหลุดพ้นจากวังวนของปัญหาแต่อย่างใด ซ้ำร้าย สถานการณ์เศรษฐกิจของทั่วยุโรปกลับดูเลวร้ายมากกว่าเดิม ทั้งอัตราว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อติดลบ และการเติบโตของเยอรมนี เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปเริ่มได้รับผลกระทบ เห็นได้จากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวลง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเสริมด้วยสถานการณ์ล่าสุดที่ธนาคารแห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) ประกาศยกเลิกนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินฟรังก์กับค่าเงินยูโรอย่างกะทันหัน ซึ่งสะท้อนให้วิกฤตความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อสกุลเงินยูโร การเลือกใช้คิวอีในห้วงเวลานี้จึงเปรียบเสมือนไพ่ใบสุดท้ายที่อีซีบีจะนำไปใช้ได้เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของยุโรปโดยรวม
นอกจากนี้ แรงบีบคั้นของสถานการณ์ในปัจจุบัน ยังส่งผลให้กระแสคัดค้านคิวอีบรรเทาลง เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของศาลยุติธรรมแห่งยุโรป (ซีบีเจ) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รับรองให้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของอีซีบี (โอเอ็มที) ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นมาตรการคิวอีเบื้องต้นของอีซีบี สอดคล้องกับหลักการเงื่อนไขของสนธิสัญญาและเป็นไปตามกฎหมายแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ที่ช่วยเปิดทางให้อีซีบีสามารถเข้าซื้อพันธบัตรตามที่ชาติสมาชิกร้องขอ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ใช้คิวอีแบบเต็มขั้น
อย่างไรก็ตาม ต่อให้นักลงทุน นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญแทบทุกสำนักจะคาดการณ์อย่างเชื่อมั่นว่าอีซีบีจะออกมาตรการคิวอีแบบไม่มีทางเลี่ยงแน่นอน โดยบางสำนักถึงกับประเมินมูลค่าคิวอีของอีซีบีงวดนี้ว่าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทว่า ณ ห้วงเวลานี้ มีประเด็นที่สำคัญกว่าการตัดสินใจใช้คิวอีของอีซีบี นั่นคือความกังขาต่อรูปแบบวิธีการคิวอีที่อีซีบีจะนำมาอนุมัติบังคับใช้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของคิวอี
ก่อนอื่นต้องยอมรับเสียก่อนว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดทั่วโลกคาดหวังหรือเรียกร้องให้อีซีบีประกาศใช้มาตรการคิวอีอย่างการซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อสยบความปั่นป่วนของวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป เนื่องจากในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระหนี้ของยุโรปด้วยการฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ราคาพันธบัตรสูงขึ้น ธนาคารย่อมมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะปล่อยเงินให้กับภาคเอกชนในอัตราดอกเบี้ยถูกเช่นกัน และทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน ไปจนถึงการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค
สรุปก็คือ คิวอีทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่หยุดชะงักติดขัดเหมือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กระนั้น ท่ามกลางกระแสรบเร้าเรียกร้องหรือกดดันจากหลายฝ่าย อีซีบีก็ยังไม่คิดที่จะเข็นมาตรการคิวอีออกมาใช้แต่อย่างใด โดยมาตรการที่ใกล้เคียงเข้าข่ายคิวอีมากที่สุดอย่างมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (โอเอ็มที) ซึ่งกำหนดให้อีซีบีสามารถเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของชาติสมาชิกในตลาดรองอย่างไม่จำกัดจำนวนตามการร้องขอของประเทศสมาชิกเพื่อช่วยให้สภาพคล่องในตลาดการเงินดีขึ้น รวมถึงเปิดทางให้สามารถอัดฉีดประเทศที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติรับรองจากรัฐบาลชาติสมาชิกหลายประเทศ
ถามว่าเพราะอะไร ทำไมอีซีบีจึงไม่งัดคิวอีขึ้นมาใช้ ทั้งๆ ที่น่าจะสามารถทำได้ คำตอบอยู่ตรงที่โครงสร้างของสหภาพยุโรปที่มีเงื่อนไขส่งผลต่อสถานะบทบาทของอีซีบีที่ทำให้ไม่มีอำนาจบังคับหรือแทรกแซงธนาคารกลางของชาติสมาชิกอย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลให้อีซีบีต้องคอยระมัดระวังท่าทีเพื่อรักษาเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิก
ขณะที่อีกหนึ่งคำตอบสำคัญอยู่ที่การเมืองของชาติสมาชิกที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ทำให้มีจุดยืนที่คัดค้านการนำคิวอีมาใช้อย่างหนักแน่นของบางชาติสมาชิก โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี หัวเรือใหญ่ของยุโรป โดยปัจจัยที่ทำให้เยอรมนีและบางประเทศในยุโรปหวาดหวั่นและยืนกรานปฏิเสธแนวทางคิวอีก็คือภาระและความเสี่ยงที่ต้องแบกรับหนี้ร่วมกับ
ประเทศอื่นๆ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การใช้มาตรการคิวอีไม่ได้หมายความเพียงแค่ให้อีซีบีพิมพ์เงินแล้วส่งเข้าระบบด้วยการกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างเดียวเท่านั้น แต่การเข้าซื้อพันธบัตรด้วยสกุลเงินยูโร ทำให้ประเทศที่ใช้เงินยูโรต้องแบกรับหนี้จากการซื้อพันธบัตรของอีซีบีด้วยเช่นกัน ซึ่งในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา รัฐบาลชาติสมาชิกยูโรโซนย่อมไม่พ้นต้องแบกรับความสูญเสียดังกล่าว ซึ่งจะกระเทือนต่อรายได้ของรัฐ อันเป็นเงินภาษีของประชาชนในประเทศนั้นๆ จนส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของรัฐบาลนั่นเอง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่จะมีรายงานข่าวออกมาว่า มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ได้เข้าพบพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี และ เจนส์ ไวด์แมน รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ก่อนการประชุมอีซีบีในวันนี้ เพื่อทำข้อตกลงโน้มน้าวให้เยอรมนียอมรับแผนคิวอีที่จะมีขึ้น
สตีเฟน บาร์โธโลมีอุซ นักวิเคราะห์และคอลัมนิสต์เศรษฐกิจประจำเว็บไซต์ดิ ออสเตรเลียน ระบุว่า การกระทำข้างต้นแสดงให้เห็นว่าอีซีบีได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมืองภายในยุโรปอย่างมาก รวมถึงสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบคิวอีของอีซีบีจะแตกต่างจากคิวอีของสหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่ญี่ปุ่นอย่างแน่นอน
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ระบุว่าเพื่อให้การลงมติใช้คิวอีเป็นไปอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากหัวเรือใหญ่อย่างเยอรมนี รูปแบบคิวอีของอีซีบีคราวนี้ น่าจะแตกต่างจากคิวอีที่ทั่วโลกรู้จักมักคุ้นกันดีใน2 ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกก็คือแทนที่อีซีบีจะเป็นผู้รับผิดชอบเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยตรงเหมือนเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) หรือธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ธนาคารกลางของแต่ละชาติสมาชิกน่าจะเป็นผู้รับผิดชอบซื้อพันธบัตรของตัวเอง ซึ่งเท่ากับว่าชาติสมาชิกอีซีบีจะไม่มีส่วนแบกรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นของประเทศนั้นๆ
สำหรับประเด็นที่สองก็คือสถานะบทบาทของอีซีบีที่ไม่มีอำนาจบังคับ ซึ่งหมายความว่าอีซีบีอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศดำเนินงานตามความสมัครใจ อันจะส่งผลให้ธนาคารกลางมีสิทธิยกเลิกคิวอีของตัวเองได้ทุกเมื่อ
ความน่าจะเป็นสองประการข้างต้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง ราอูล รูพาเรล นักเขียนด้านเศรษฐกิจมหภาคและธนาคารกลางประจำภูมิภาคยุโรปของนิตยสารฟอร์บส์ ระบุชัดว่า อย่าคาดหวังให้คิวอีของอีซีบีมีศักยภาพเทียบเท่าคิวอีของสหรัฐหรือของชาติอื่นๆ โดยเด็ดขาด ขณะที่นักวิเคราะห์อีกหลายสำนักเห็นตรงกันว่า คิวอีของอีซีบีคราวนี้น่าจะให้ผลเพียงแค่ช่วยให้นักลงทุนผ่อนคลายเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนประเมินตัดสินประสิทธิภาพคิวอีของอีซีบี เนื่องจากคงต้องรอดูการดำเนินงานหลังประกาศบังคับใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อน แต่กระนั้นการเริ่มต้นที่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังของอีซีบีก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดมองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจของยูโรโซนว่าอย่าได้คาดหวังจนเกินไป







