posttoday
เปิดงานวิจัยศก. "กระบี่" หวั่นถ่านหินทำลายความยั่งยืน

เปิดงานวิจัยศก. "กระบี่" หวั่นถ่านหินทำลายความยั่งยืน

22 มกราคม 2558

การเติบโตควรเกิดจากเศรษฐกิจที่สมดุล ไม่ใช่การโตเดี่ยว อย่าทำลาย จ.กระบี่ ด้วยนโยบายที่ผิดที่ผิดทาง

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หากใช้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดต่อหัว (GPP) เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจังหวัด จะพบว่า จ.กระบี่ เป็นรอง จ.ราชบุรี อยู่ 1 ลำดับ

ข้อมูลปี 2555 พบว่า จ.กระบี่ มี GPP มูลค่า 70,871 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวอยู่ที่ 185,077 บาท มากเป็นลำดับที่ 13 ของประเทศ ส่วน จ.ราชบุรี อยู่ในลำดับที่ 12

ทว่า หากเทียบเคียง “โครงสร้างทางเศรษฐกิจ” ระหว่างสองจังหวัดนี้แล้ว จะเห็นถึงความเหมือนบางประการและความแตกต่างที่ซ่อนเร้นอยู่ จ.ราชบุรีนั้นเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่กว่า 3,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ จ.กระบี่กำลังเป็นพื้นที่ร้อนซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหมายตาให้เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ ท่ามกลางกระแสคัดค้านของคนในพื้นที่ ด้วยความห่วงใยปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยว รากฐานเศรษฐกิจของคนกระบี่

ผลการวิจัยเรื่อง “อนาคตกระบี่ ในมิติระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน” ของ เดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพการเติบโตของ จ.กระบี่ ในทิศทางที่ควรจะเป็น

ข้อมูลปี 2556 ระบุว่า จ.กระบี่ มีรายได้จาก “เกษตรและประมง” 39.7% เกิดการจ้างงาน 55.1% รองลงมาคือ “โรงแรมและภัตตาคาร” ที่สร้างรายได้ 9.2% สร้างงาน 11%

ทั้งสองอาชีพนี้ ทำให้คนกระบี่ 66% ยังชีพอยู่รอด โดยสร้างรายได้รวมกันถึง 48.9%

ในขณะที่ จ.ราชบุรี มีรายได้จาก “อุตสาหกรรมเหมืองแร่” มากที่สุด คิดเป็น 30.3% ของ GPP ทำให้เกิดการจ้างงาน 21.9% แต่ที่นับว่ามีนัยสำคัญที่สุดคือ “โรงไฟฟ้า” ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 24.7% ทว่ากลับทำให้เกิดการจ้างงานเพียง 0.3% เท่านั้น

“จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าแม้โรงไฟฟ้าจะสร้างรายได้ให้ จ.ราชบุรี เป็นจำนวนมาก แต่แทบไม่ทำให้เกิดการจ้างงานเลย” เดชรัตน์ ระบุ

นอกจากนี้ หากเปลี่ยนวิธีคิดให้หลุดออกจากกรอบเดิมๆ ที่ใช้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นดัชนีชี้วัดความก้าวหน้า ด้วยการใช้ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รากฐาน” (Growth at the Bottom) มาเป็นมาตรวัดแทน จะยิ่งชัดเจนถึงความยั่งยืนที่แตกต่างกันของทั้งสองจังหวัด

นั่นเพราะการเติบโตที่ฐานรากจะประเมินจาก “การเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือน” ในกลุ่มประชากรที่จนที่สุดในจังหวัด (20% สุดท้ายของประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุดในจังหวัด) ว่าสามารถก้าวพ้นความยากจนได้มากเท่าใด (ยิ่งมากยิ่งเติบโตอย่างยั่งยืน)

ผลการศึกษาพบว่า ปี 2550 ประชากรใน จ.กระบี่ และ จ.ราชบุรี มีรายได้ต่อหัวต่อเดือนใกล้เคียงกันที่ 7,000 บาท ทว่าอีก 5 ปีต่อมา คือปี 2556 จ.กระบี่ มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.2 หมื่นบาท ขณะที่ จ.ราชบุรี ยังอยู่ที่ 9,000 บาท เท่านั้น

เมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยจะพบว่า จ.กระบี่ (ซึ่งมีรายได้จากภาคเกษตร-โรงแรม เป็นหลัก) เติบโตขึ้นถึงปีละ 9.6% ขณะที่ จ.ราชบุรี (ซึ่งมีรายได้จากเหมืองแร่-โรงไฟฟ้า เป็นหลัก) เติบโตขึ้นเพียงปีละ 4.9% หมายความว่า จ.กระบี่ เติบโตมากกว่า จ.ราชบุรี ถึงปีละ 5% และหากเทียบในระดับประเทศจะพบว่า คน 20% สุดท้ายของ จ.กระบี่ มีรายได้มากกว่าคน 20% สุดท้ายของทั้งประเทศประมาณ 2,000 บาท

“นี่คือความมหัศจรรย์ของโครงสร้างเศรษฐกิจใน จ.กระบี่ เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจมีความสมดุลและมีการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง จึงทำให้สัดส่วนคนยากจนใน จ.กระบี่ ลดลงเรื่อยๆ” เดชรัตน์ ระบุ

ความยั่งยืนดังกล่าวสะท้อนผ่านการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาคนของแผนงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ที่ให้ จ.กระบี่ อยู่ในลำดับที่ 24 ในขณะที่ จ.ราชบุรี อยู่ในลำดับที่ 38

“การเติบโตควรเกิดจากเศรษฐกิจที่สมดุล ไม่ใช่การโตเดี่ยวแบบที่ จ.ราชบุรี กำลังเป็นอยู่ อย่าทำลาย จ.กระบี่ ด้วยนโยบายที่ผิดที่ผิดทาง” นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ สรุปความ

เกิดเป็นคำถาม ...โรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรม คือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับ จ.กระบี่ แล้วจริงหรือ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท