
เปิดทางผู้นำฝ่ายค้านยื่นศาลตีความได้
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่าทางตันเพิ่มช่องผู้นำฝ่ายค้านยื่นตีความ กรณีขัดแย้งระหว่างองค์กร
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่าทางตันเพิ่มช่องผู้นำฝ่ายค้านยื่นตีความ กรณีขัดแย้งระหว่างองค์กร
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ได้เห็นชอบให้ขยายช่องทางให้ผู้นำฝ่ายค้านสามารถยื่นเรื่องที่มีความขัดแย้งระหว่างอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ ซึ่งเป็นการผ่าทางตันทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาไม่สามารถใช้ช่องทางนี้ได้
ขณะเดียวกัน กำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในวาระ 3 ปี โดยเป็นได้มากกว่าหนึ่งสมัย แต่ต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี และยังได้เพิ่มชั้นของการอุทธรณ์สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีเลือกตั้ง และการปกปิดหรือแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ด้วยการให้เริ่มที่ศาลชั้นต้น หรือศาลพิเศษที่เกี่ยวข้อง และสามารถอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ได้อีกชั้นหนึ่ง ส่วนคดีการทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ยังคงยึดแนวทางเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2550 คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำหรับคดีเลือกตั้งซึ่งเกี่ยวพันถึงการตัดสิทธิทางการเมืองนั้น การชดใช้ค่าเสียหายและการลงโทษทางอาญานั้น ก็ให้แบ่งคดีเลือกตั้งระดับชาติให้อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์กลาง ส่วนคดีเลือกตั้งท้องถิ่นให้อยู่ในความรับผิดชอบของศาลอุทธรณ์ภาคที่เหตุเกิดในพื้นที่นั้น
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า กมธ.ยกร่างฯ ยังกำหนดให้ศาลชำนาญพิเศษต่างๆ รวมทั้งศาลเลือกตั้งหากจะมีในอนาคต ให้ถือเป็นศาลชั้นต้น และให้ใช้ระบบไต่สวน รวมถึงให้จัดตั้งศาลวินัยการเงินการคลัง ในศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ เพราะที่ผ่านมาพบว่าการใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง







