
ถอดถอนยิ่งลักษณ์ บิ๊กตู่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อนาคตทางการเมืองของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ริบหรี่ลงทุกที ยิ่งใกล้วันลงมติถอดถอน น้ำหนักเริ่มเทมายังฝั่ง “ถอดถอน”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อนาคตทางการเมืองของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ริบหรี่ลงทุกที ยิ่งใกล้วันลงมติถอดถอน น้ำหนักเริ่มเทมายังฝั่ง “ถอดถอน” ส่วนจะถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 132 เสียง จาก 220 เสียง หรือไม่นั้น ยังคงต้องลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้าย
สัญญาณหลายประการบ่งชี้ว่า กระแส “ปรองดอง” ยังจุดไม่ติด ยิ่งเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วอาจไม่เป็นผลดีหากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยึดมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจไม่ถอดถอน
เริ่มตั้งแต่ท่าที “แตกหัก” ระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกลุ่มอำนาจเก่า ที่เปิดศึกวิวาทะแบบไม่มียั้งและหนักข้อขึ้นทุกที ต่างจากช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศไม่ปรองดองกับคนผิดกฎหมาย ที่สำทับด้วยคำยืนยันจาก วิษณุ เครืองาม ว่า สนช.มีอำนาจถอดถอน
เมื่อที่ผ่านมา ทั้งปม “ปรองดอง” และ “อำนาจ” ถือเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและทำให้ สนช.หลายคนยังไม่กล้าฟันธงว่าจะลงมติถอดถอนในรอบนี้อย่างไร
อีกด้านหนึ่ง “เนื้อหา” เกี่ยวกับความผิดจากกรณีการปล่อยปละไม่ระงับยับยั้งจนก่อให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลนั้น เริ่มปรากฏความเสียหายที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายยิ่งลักษณ์มักบ่ายเบีี่ยงถึงตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นว่าไม่อาจคำนวณได้ จนคดียืดเยื้อออกมา รวมทั้งประเด็นเรื่องความผิดจากความเสียหาย
จนกระทั่งระยะหลังหลายเหตุการณ์ที่ประดังประเดเข้ามาพร้อมๆ กัน กลับมีส่วนยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักความผิดของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม
ไล่มาตั้งแต่ ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ เข้าแจ้งความที่กองปราบฯ เอาผิดคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ และข้อหาฉ้อโกง
ต่อเนื่องด้วย ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ รวมถึง บริษัท สยามอินดิก้า และบริษัทเอกชนจีน ทั้งความผิดอาญา และ พ.ร.บ.ฮั้ว จากกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจี
จนมาดาบสุดท้ายที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ข้อสรุปเห็นพ้องกันว่า คดีนี้ขณะนี้ได้มีพยานหลักฐานครบถ้วน และจะส่งเรื่องไปให้ อสส.พิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
แต่ละเหตุการณ์ล้วนแต่มีผลตอกย้ำความผิดและความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจนยากที่ยิ่งลักษณ์จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ถึงขั้นที่พลพรรคเพื่อไทยหลายคนเริ่มถอดใจ ออกมาเตรียมรับผลการลงมติในวันศุกร์นี้
ต้องยอมรับว่า ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ย่อมล้วนแต่มีทั้งข้อดีข้อเสีย
หากมติ สนช.ออกมาไม่ถอดถอน แม้ข้อดีจะช่วยทำให้สงบอารมณ์ฝั่งขั้วอำนาจเก่าไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวจนจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการปรองดองและปฏิรูป
แต่อีกด้านนี่อาจถูกมองว่าเป็นการเกี้ยเซี้ยครั้งใหญ่ ที่นอกจากจะสร้างความไม่พอใจให้กับแนวร่วม คสช.แล้ว ยังต้องกระทบต่อไปถึงอนาคตของ คสช.
สุดท้าย การตัดสินใจอาจต้องเป็นไปที่เรื่องการรักษาดุลอำนาจและแนวร่วมที่จะช่วยประคับประคองให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง
แม้จะรู้ว่าทางเลือกนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้บางฝ่ายและปะทุกลายเป็นความขัดแย้งในอนาคต







