posttoday
ทางออก : รัฐ ‘ขัด’ มติ สปช.

ทางออก : รัฐ ‘ขัด’ มติ สปช.

21 มกราคม 2558

เป็นที่ฮือฮามากเมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติไม่เห็นด้วย

เป็นที่ฮือฮามากเมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีมติไม่เห็นด้วย

รัฐบาลได้เลือกที่จะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ซึ่งใช้เวลา 7 สัปดาห์ในการรับฟังและศึกษาข้อมูลจากหลากหลายผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่มติ สปช.เกิดขึ้นหลังจากการอภิปรายในสภาโดยสมาชิกทั่วไปเพียง 9 ชั่วโมง ทั้งที่พลังงานเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะมีผลกระทบกว้างขวาง 

โหวตโนของ สปช.ถือเป็นการแสดงความไม่ไว้วางใจท่ามกลางความไม่เข้าใจ เพราะ (1) การอภิปรายของฝ่ายคัดค้านมักแสดงนัยว่าระบบสัมปทานมีการฉ้อฉล ถึงแม้ไม่พูดออกมาตรงๆ ฝ่ายสนับสนุนก็เล่นบทสุภาพบุรุษไม่ประท้วง และไม่ได้ชี้แจงอย่างพอเพียง (2) ระบบ PSC ของฝ่ายที่อยากนำมาแทนระบบสัมปทานยังขาดความชัดเจน (3) ประเด็นหลักๆ ที่โต้แย้งกันเป็นความขัดแย้งเชิงข้อมูลและความเข้าใจ เสมือน “พูดกันคนละภาษา”

แม้รัฐบาลจะมีเหตุผลที่ดี แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของบางฝ่าย ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะรุนแรงและกว้างขวางขึ้น สมควรที่รัฐจะหาทางออกมิให้บานปลาย

รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ที่รากเหง้า โดยให้ประเทศไทยเข้าร่วม “โครงการเพื่อความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากร” (Extractive Industries Transparency Initiative - EITI) โดยเร็วที่สุด

โครงการนี้ก่อตัวช่วงปี 2003 เพื่อแก้ปัญหา “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) ที่ประเทศมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายแห่งยังจนกระจาย ทั้งที่มีการสกัดทรัพยากรขึ้นมาขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ หรือแร่ธาตุ เช่น เพชรและทองคำ   

ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของประชาชน การสกัดออกมาใช้ควรทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน แต่หากการบริหารแย่ก็จะมีแต่การคอร์รัปชั่นและความขัดแย้ง 

แนวคิดของเขาคือ ความโปร่งใสจะนำไปสู่ความรับผิดชอบ เมื่อประชาชนรู้ว่ารัฐมีรายได้อะไรอย่างไร ก็จะตั้งคำถามและเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า

ในแต่ละประเทศสมาชิกและภาคี (ปัจจุบัน 44 ประเทศ) รัฐบาลจะเปิดเผยรายได้จากทรัพยากร ในขณะที่บริษัทที่สกัดทรัพยากรทุกรายในประเทศนั้นจะต้องเปิดเผยรายจ่ายภาษี ค่าภาคหลวงและอื่นๆ ที่ให้รัฐ โดยจะมีหน่วยงานอิสระมาตรวจสอบทั้งสองด้านเพื่อยืนยันให้ตรงกัน การทำรายงานประจำปี EITI ไม่เพียงจะช่วยป้องกันเงินหาย แต่ยังเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การปฏิรูปในด้านอื่นๆ ของการบริหารทรัพยากรต่อไปด้วย    ทั้งนี้ ก็ด้วยพลวัตที่ EITI กำหนดให้มีผู้มีส่วนได้เสีย(Multi Stakeholder Group) มาร่วมกันกำกับการจัดทำรายงาน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

การมีส่วนร่วมนี้ทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสตรวจสอบได้ดีและมากกว่าที่จะ “ตะโกนกล่าวหา” อยู่ข้างนอก แต่ได้เข้าถึงข้อมูลและทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ ตามความเป็นจริง ทุกฝ่ายพูดคุยบนฐานข้อมูลเดียวกัน ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้สาธารณชนได้ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ ช่วยปิด-ลดช่องว่าง และสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน แต่ละประเทศจะได้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามแต่สถานการณ์

สำหรับบางประเทศที่ยังยากจนมาก อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง ประเทศอย่างไนจีเรียทำมาแล้วหลายปีก็ยังมีประโยชน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ อาทิ การค้นพบและตามเก็บภาษีที่ค้างจ่าย การเปิดจุดอ่อนในหน่วยงานกำกับดูแล การตรวจสอบการโอนเงินให้รัฐบาลท้องถิ่น   

ที่โดดเด่นอย่างหนึ่ง คือการลดความขัดแย้ง ทั้งในประเทศที่เริ่มพัฒนาในแอฟริกา และประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการเป็นสมาชิก การกล่าวหา การถกเถียงแบบ “พูดกันคนละภาษา” และความขัดแย้งได้ลดน้อยลงไปมาก การพูดคุยมีความชัดเจนและเดินหน้าไปสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สามารถทำได้จริง   

อนึ่ง ความโปร่งใสจะนำไปสู่ความรับผิดชอบได้ต้องมีความเข้าใจข้อมูลและมีการถกเถียงในเวทีสาธารณะว่าทรัพยากรควรจะถูกบริหารอย่างไร EITI จึงเน้นว่ารายงานต้องครอบคลุม เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทั่วไปสำหรับประชาชน 

เมื่อประชาชนเข้าใจถึงรายได้และรายจ่ายของรัฐสักระยะ ก็จะเห็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน EITI จึงช่วยทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งอีกด้วย  

EITI ยอมรับว่าความโปร่งใสต้องอยู่ในบริบทของการเคารพสัญญาและกฎหมาย ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ยั่งยืน

ผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละประเทศจะกำหนดทิศทางของ EITI เพื่อแก้ไขข้อกังวลและจุดอ่อนของประเทศนั้นๆ ประเทศไทยน่าจะสนใจร่วมโครงการนำร่อง EITI ที่เกี่ยวกับการเปิดเผยความเป็นเจ้าของที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ของกิจการสกัดทรัพยากร เพราะเหตุหนึ่งของความขัดแย้งทางพลังงานมาจากความเชื่อว่า ปตท.เป็นของอดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้จะได้กระจ่าง

EITI น่าจะเป็นวาระหนึ่งของสภาปฏิรูปฯ ถึงแม้ภาคประชาชนจะยังไม่ผลักดัน EITI จะลดอิทธิพลของการชี้นำด้วยวาทกรรม เพราะประชาชนจะมีความเข้าใจและความโปร่งใสทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น ถ้ารัฐบาลเป็นฝ่ายผลักดันเรื่องนี้ ก็น่าจะได้การตอบรับที่ดี เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ชอบความขัดแย้ง

ที่ผ่านมาคนตรงกลางที่ฟังข้อมูลทั้งสองด้านมักไม่รู้ว่าจะเชื่อฝ่ายไหน รัฐบาลจึงควรเร่งรัดให้ประเทศไทยเข้าร่วม EITI เพราะจะนำไปสู่สภาวะ Win-Win สำหรับทุกฝ่าย

หากรีบทำจริงๆ ก็อาจจะช่วยเยียวยาหลายๆ คนที่ผิดหวังกับการที่รัฐ “ขัด” มติ สปช.ในครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท