
การสร้างความปรองดอง แสงสว่างส่องนำทางสังคมไทย (จบ)
เครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยในอดีต อาจประกอบด้วยดังนี้
เครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองไทยในอดีต อาจประกอบด้วยดังนี้
การนิรโทษกรรม หมายถึง การลืม แต่ในกระบวนการทางกฎหมาย หมายถึงการกระทำของบุคคลบางประการนั้นไม่ถือเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษ ผลสำหรับการนั้นไม่ต้องถูกนำมาบังคับใช้ หรือบางกรณีเป็นการยกโทษให้ทั้งหมด เสมือนหนึ่งว่ามิเคยต้องโทษนั้นเลย ให้ลืมความผิดนั้นเสีย
การนิรโทษกรรมจึงเป็นการยกเลิกความผิดของกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ซึ่งต้องกระทำโดยอำนาจนิติบัญญัติ ลักษณะความผิดที่สามารถนิรโทษกรรมได้นั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) นิรโทษกรรมทางแพ่ง คือ ไม่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดในทางแพ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ไม่ต้องชดใช้สินไหมทดแทน
2) นิรโทษกรรมทางอาญา มีขอบเขตกว้างขวาง ซับซ้อน ซึ่งต้องพิจารณาตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาประกอบด้วย การนิรโทษกรรมมีผลทางอาญาเพียงใด ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่กฎหมายนิรโทษกรรมแต่ละฉบับกำหนดไว้ 3) นิรโทษกรรมทางปกครอง เป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ยกเลิกการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลผูกพันขึ้นระหว่างบุคคลอันกระทบต่อสถานภาพ หรือสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลนั้นให้สิ้นไป
การล้างมลทิน คือ การล้างความผิดให้แก่ผู้ต้องโทษ หรือเคยต้องโทษให้พ้นโทษ ผลในทางกฎหมายให้ถือว่าบุคคลที่ถูกลงโทษ หรือเคยถูกลงโทษเนื่องมาจากการกระทำความผิด ไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน แต่มิได้เป็นการล้มล้างการกระทำผิด ยังคงได้ชื่อว่าผู้นั้นเคยกระทำความผิด ซึ่งต้องกระทำโดยอำนาจนิติบัญญัติ ตราเป็น พ.ร.บ.เนื่องในโอกาสสำคัญของชาติ หรือเนื่องในโอกาสที่เป็นมงคล
เช่น พ.ร.บ.ล้างมลทินผู้กระทำผิดทางการเมือง ร.ศ. 130 พ.ศ. 2475 พ.ร.บ.ล้างมลทินในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2499 พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ. 2526 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ. 2530 เป็นต้น
การบัญญัติเรื่องการสร้างความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในบริบทของสังคมไทย เพราะความขัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่ และยังไม่มีกระบวนการแสวงหาข้อยุติที่มาจากฉันทามติ การดำเนินการใดๆ ที่ผ่านมายังมิได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมในวงกว้าง
การจะบัญญัติเรื่องการสร้างความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสื่อความหมายต่อสาธารณชนให้เห็นถึงบริบทว่าสังคมไทยยังมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ต้องคลี่คลายและเยียวยา
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และนำมาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นซ้ำก่อนที่จะมีการสรรค์สร้างอนาคตให้กับสังคมก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน เหตุผลที่ต้องบัญญัติเนื้อหาที่ว่าด้วยการสร้างความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงมีทั้งผลดีและผลเสียอยู่ในตัวเอง
การเขียนรัฐธรรมนูญสามารถสื่อนัยของการลดความขัดแย้งและป้องกันการเกิดซ้ำได้ ด้วยสารัตถะและการดำเนินการ ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากสังคม มิควรเป็นการร่างขึ้นเพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้าม โดยฝ่ายของผู้ชนะ
ทั้งนี้ ควรเขียนเนื้อหาให้มีลักษณะเฉพาะ มีความเป็นกฎหมาย โดยคำนึงถึงการนำไปอ้างอิง วิเคราะห์โดยศาลในกระบวนการยุติธรรม และต้องมีความชัดเจนในเป้าหมาย สามารถอธิบายในทางสาธารณะได้ถึงความหมายและเหตุผลที่การสร้างความปรองดองจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้
ในการกำหนดกรอบเนื้อหา เรื่องการสร้างความปรองดองเพื่อบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังยกร่างอยู่นี้ อาจพิจารณาแนวทางในการเขียนโดยมีองค์ประกอบดังนี้
เนื้อหาในเชิงหลักการทั่วไป การสร้างความปรองดองให้บรรลุเป้าหมายเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในทางสากลนั้นต้องใช้เวลา เพื่อนำพาสังคมไปสู่การสร้างอนาคตร่วมกันระหว่างคู่ความขัดแย้ง การคลี่คลายสาเหตุแห่งปมปัญหา การเรียนรู้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น และการเยียวยาอดีตที่เชื่อมโยงกับการสร้างแนวทางสำหรับอนาคตที่มีโครงสร้างทางสังคมให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น
การรับรองและปกป้องสิทธิของพลเมือง มีเครื่องมือจัดการความขัดแย้งที่เอื้อให้สังคมมีความเป็นพหุวัฒนธรรมและหลากหลายทางความคิดในภาพกว้าง โดยให้เชื่อมโยงกับมิติด้านการปฏิรูปในหมวดหมู่อื่นๆ ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งอาจระบุให้ภาคพลเมืองมีบทบาทหน้าที่ร่วมกับรัฐในกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งในกลไกระดับต่างๆ ด้วย
ขอบเขตของกระบวนการ ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการปรองดองที่ผ่านมา มาจากหลายสาเหตุที่ต้องเรียนรู้และป้องกันมิให้เหตุแห่งความขัดแย้งนั้นยืดเยื้อ หรือเกิดขึ้นอีก แม้แต่การให้ความหมายของ
คำว่า “ปรองดอง” ยังมีความแตกต่างกันระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ การขับเคลื่อนกระบวนการยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างฝ่ายการเมืองและในระดับสังคมได้ ยังขาดการยอมรับถึงเหตุและการรับผิดชอบผลของความขัดแย้ง การวางหลักประกันว่าผู้สร้างความไม่สงบหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นจะไม่กระทำให้เกิดสถานการณ์ซ้ำอีก
จึงจำเป็นต้องอาศัยมิติอื่นประกอบ เช่น มิติทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ที่จะต้องวางขอบเขตของกระบวนการสร้างความปรองดองให้ครอบคลุม เปิดช่องทางสำหรับการหาข้อยุติ และการแสวงหาฉันทามติในเรื่องวิธีการและกลไก ซึ่งอาจหมายรวมถึงวิธีการที่จะได้มาซึ่งกลไก อำนาจหน้าที่ และกรอบเวลา
ในกระบวนการนี้จึงจำเป็นต้องมองสภาพปัญหาอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจกับนิยาม ความต้องการ และการให้ความหมายที่แตกต่างกัน แยกแยะสาเหตุ ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วออกแบบกระบวนการที่่มีขอบเขตและกลไกที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา
มิติเรื่องเวลาการสิ้นสุดการบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการนี้ (Sunset Clause) เช่น ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ที่จะต้องดำเนินอย่างไร วิธีการใด เครื่องมือที่ใช้ การประเมินผลและการสร้างความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน เป็นต้น
การสร้างองค์กรเพื่อระงับความขัดแย้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมของประเทศต่างๆ ใช้เป็นเครื่องมือระงับความขัดแย้ง คลี่คลายปัญหา และป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งมิใช่เฉพาะปัญหาทางการเมืองเท่านั้น เช่น ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากร ทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม
องค์กรที่จะตั้งขึ้นนี้ให้ประกอบด้วยผู้แทนจาก 3 ฝ่าย (Tri-partite) คือ คู่กรณีความขัดแย้งสองฝ่าย และฝ่ายที่สาม ในสัดส่วนและจำนวนที่เท่าเทียมกัน ทั้งสามฝ่ายต้องให้การยอมรับตัวบุคคลที่แต่ละฝ่ายคัดเลือกมาเป็นตัวแทนในคณะกรรมการ องค์กรนี้ควรมีสถานะเป็นองค์กรกึ่งอิสระภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภาที่จะได้รับการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณ มีอำนาจหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาและหาข้อยุติความขัดแย้ง
รวมทั้งติดตามสอดส่องในกรณีที่ความขัดแย้งเข้าสู่ภาวะวิกฤต และมีแนวโน้มจะเกิดการเผชิญหน้าโดยใช้ความรุนแรง ให้มีอำนาจเรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Convening Power) มาเจรจาหาแนวทางลดการเผชิญหน้า และหาทางออกจากปัญหาความขัดแย้งนั้น
ขณะเดียวกัน จัดทำข้อเสนอและแผนกระบวนการเพื่อเสริมสร้างความปรองดองในระดับชาติ ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และทักษะในการจัดการปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของบุคลากรในภาคการเมืองและพลเมือง องค์กรดังกล่าวนี้อาจจะมีชื่อว่า “คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ก็เป็นได้ และนี่คือเสน่ห์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้







