posttoday
สมคิดผนึกอุ๋ย

สมคิดผนึกอุ๋ย

21 มกราคม 2558

ครม.-คสช.รวมพลังสางปมเศรษฐกิจ เชื่อชนชั้นกลางดีขึ้น ขยับยกระดับอีก 15 ล้านคน

ครม.-คสช.รวมพลังสางปมเศรษฐกิจ เชื่อชนชั้นกลางดีขึ้น ขยับยกระดับอีก 15 ล้านคน

ที่ประชุมร่วมครั้งแรกของปี 2558 ระหว่างคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธาน ได้ระดมข้อคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเห็นพ้องว่าเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษา คสช. เห็นว่า ขณะนี้เกษตรกรอยู่ในภาวะที่ลำบาก เพราะราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้สอยน้อย จึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือ แต่มาตรการของรัฐบาลยังล่าช้ามาก

“ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะได้ผลมากเพียงใด รัฐบาลสามารถดูได้จากการจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม หากไม่ได้ลดลงก็แสดงว่ากำลังซื้อของประชาชนยังอยู่ในระดับปกติ” นายสมคิด เสนอแนะ

ขณะเดียวกัน นายสมคิดเสนอให้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลจากการที่สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยกำลังจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซึ่งอาจจะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยในจำนวนที่มากขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทไทยในขณะนี้ได้แข็งค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร เงินเยน จึงอาจจะกระทบกับการส่งออกได้ รัฐบาลจึงควรหามาตรการดูแลให้ทันกับสถานการณ์

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศ ว่า ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมการให้พร้อมไว้แล้ว เพราะขณะนี้ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์รวมถึงยุโรปได้ลดดอกเบี้ยลง ทำให้คาดว่าระยะต่อไปจะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในภูมิเอเชียมากขึ้น

ขณะนี้ในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในสายตานักลงทุน เพราะฐานะทางเศรษฐกิจเงินสำรองระหว่างประเทศดีกว่าหลายประเทศ ดังนั้น จึงคาดว่าจะมีเงินไหลเข้ามาในไทยจนกระทบต่อค่าเงินบาท

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้รายงานแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2558 ให้ที่ประชุมรับทราบว่า  ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายจะมาจาก 4 ส่วนสำคัญ คือ 1.การใช้จ่ายภาครัฐ 2.การลงทุนภาคเอกชน 3.การบริโภคภาคเอกชน และ 4.การส่งออก

ด้าน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษา คสช.ให้ความเห็นว่า การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ผู้ที่จะได้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่มีฐานะปานกลางขึ้นไปจนถึงระดับสูง โดยประชากรวัยแรงงานที่มีอยู่กว่า 40 ล้านคน มีผู้ที่จะได้ประโยชน์ประมาณ 25 ล้านคน ขณะที่อีก 15 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรยังไม่ได้ประโยชน์ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน คนที่จะได้ประโยชน์ก็ไม่ใช่เกษตรกร จึงอยากให้เร่งรัดการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรด้วย

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ได้หารือกันในการดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งนายมีชัย นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน นายสมคิดได้ฝากให้ดูแลเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นนั้น ส่งผลต่อชนชั้นกลางขึ้นไป แต่เกษตรกรอีก 15 ล้านคน กลับไม่ได้อานิสงส์เท่าไหร่

นายกรัฐมนตรีจึงได้ฝากทุกคนให้ไปช่วยคิดถึงแนวทางและมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรและมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยประกาศชัดว่าพร้อมจะใช้อำนาจพิเศษที่มีของ คสช.เพื่อแก้ไขให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ได้ขอไปดูเรื่องการระบายข้าวที่มีอยู่ 17 ล้านตัน ว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะระบายให้หมดภายใน 4 ปี ไม่เช่นนั้นจะมีต้นทุนดูแลสต๊อกปีละ 2,600 ล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า จะสามารถระบายข้าวได้หมดภายใน 2 ปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท