
สนช.สายทหาร ตัวแปรชี้ขาดถอดถอน
132 เสียงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ท่ี่จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
132 เสียงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ท่ี่จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง จนประเมินว่าถอดถอนรอบนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
โดยวิเคราะห์แล้วตัวแปรชี้ขาดจะอยู่ที่ สนช.สายทหาร ว่าจะเทน้ำหนักไปทางไหน
ในแง่ “ข้อมูล” เนื้อหาในคดีตามความผิดฐานปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวตามการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจน ยืนยันด้วยมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท
ที่ผ่านมา ทั้ง ป.ป.ช.และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเคยทำหนังสือทักท้วงให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าวหลังจากพบช่องโหว่ให้เกิดการรั่วไหลและขาดทุนมหาศาล และการอ้างว่าได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบปัญหานั้นยังไม่ถือเป็นการระงับยับยั้งความเสียหาย
ล่าสุด ป.ป.ช.มีมติชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ฮั้ว และกฎหมาย ป.ป.ช.จนเกิดความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท
ในแง่ “เทคนิค” ปัญหาเรื่องอำนาจของ สนช.ที่ถูกทักท้วงว่าสามารถดำเนินการถอดถอนได้นั้น ได้รับการยืนยันจาก วิษณุ เครืองาม แล้วว่าสามารถทำได้
ไม่ต่างจากปัญหาเรื่องกระบวนการถอดถอนที่ควรยุติหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกฉีกทิ้งหลังรัฐประหาร แต่ได้รับการชี้แจงแล้วว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ยังมีผลบังคับใช้
การตัดสินใจชี้ขาดจึงอยู่ที่ “ดุลพินิจ” ของ สนช. แต่ละคนว่าจะเลือกมองคดีการถอดถอนนี้ในมุมมองแบบไหน ระหว่างกระแส “ปรองดอง” และ “ความถูกต้อง” ที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้าย
หากเทียบเคียงกับการถอดถอนของ “วุฒิสภา” ในช่วง 5 ครั้งที่ผ่านมาไม่มีครั้งไหนได้เสียงเกิน 3 ใน 5 ของจำนวน สว.เท่าที่มีอยู่
ครั้งที่ 1 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีการสั่งสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถอดถอน 49 คน ไม่ถอดถอน 76 คน ครั้งที่ 2 นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เรื่องผิดมาตรา 190 ถอดถอน 57 ไม่ถอดถอน 55 ครั้งที่ 3 ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กรณีถูกร้องว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม ถอดถอน 56 ไม่ถอดถอน 84 เสียง
ครั้งที่ 4 สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จากคดีแทรกแซงการทำงานของราชการ ถอดถอน 40ไม่ถอดถอน 95 คะแนน และครั้งที่ 5 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที ถอดถอน 71 คะแนน ไม่ถอดถอน 59 คะแนน จากคดีแก้ไขสัญญาสัมปทาน
ทว่า ความแตกต่างของการลงมติถอดถอนรอบนี้อยู่ตรงที่ สนช.ที่จะเป็นผู้ลงมตินั้นล้วนแต่ผ่านการคัดสรรมาจาก คสช. ทำให้มีความเป็นเอกภาพมากกว่า สว.ที่มาจากทั้งเลือกตั้งและสรรหา
ที่สำคัญ สนช.สายมีสีจำนวนกว่า 100 คน จากทั้งหมด 220 คน ทั้งที่ยังรับราชการและเกษียณอายุแล้ว ถือเป็นสายตรงที่พร้อมรับ “สัญญาณ” ว่าจะถอดถอน หรือไม่ถอดถอน
จากการเช็กเสียงล่าสุด กลุ่มอดีต 40 สว. กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มนักวิชาการ ในส่วนที่ชัดเจนว่าอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่า มาจนถึงสายข้าราชการพลเรือน รวมแล้ว 80-100 คน พร้อมลงมติถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์
ตัวแปรสำคัญสุดท้าย จึงอยู่ที่ สนช.สายทหาร โดยเฉพาะปีกสายตรง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่จะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำให้มติถอดถอนถึง 132 เสียงก่อนหน้านี้
ดังจะเห็นจาก “สัญญาณปรองดอง” ที่มาแรงในช่วงแรก แถมถูกเสื้อแดงและเพื่อไทยออกมารุมขย่มซ้ำ จนเลยเถิดเกิดกระแสตีกลับกลายเป็นประเด็น “เกี้ยเซี้ย” ที่ย้อนกับมากัดกร่อนเครดิตของ คสช.และ สนช.เอง
สุดท้ายการชี้ขาดคงต้องรอสัญญาณจาก “แป๊ะ” ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้เรือลำนี้เดินหน้าต่อไป โดยมี สนช.สายทหารที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยคัดท้ายพาเรือลำนี้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย







