
การสร้างความปรองดอง แสงสว่างส่องนำทางสังคมไทย (1)
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่อยู่ในกระบวนความคิดของคนไทยแล้ว การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นอีกกระแสที่อยู่ในความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่การจะปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้บรรลุตามความคาดหวังของสังคมไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความไมตรี เอื้ออาทรและพูดคุยกันของชนในชาติฉันพี่น้องให้เกิดขึ้นได้เสียก่อน
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่อยู่ในกระบวนความคิดของคนไทยแล้ว การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นอีกกระแสที่อยู่ในความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่การจะปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้บรรลุตามความคาดหวังของสังคมไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความไมตรี เอื้ออาทรและพูดคุยกันของชนในชาติฉันพี่น้องให้เกิดขึ้นได้เสียก่อน
นั่นคือการเริ่มต้นใหม่ของกระบวนการสร้างความปรองดอง
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปหาสาเหตุของความขัดแย้งที่นำพาสังคมไทยมาสู่จุดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ และการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน พบว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากความต้องการแสวงหาอำนาจทางการเมือง
รวมทั้งแนวคิดและการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน อาทิ นโยบายเสรีนิยม นโยบายประชานิยม นโยบายกระจายอำนาจ นโยบายรวมศูนย์อำนาจ นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง นโยบายสังคมนิยม และนโยบายประชาธิปไตย
การแข่งขันช่วงชิงโอกาสในการเข้าสู่อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ทำให้พรรคการเมืองไม่อาจแสวงหาจุดร่วมได้ด้วยการออมชอม ประนีประนอมกัน จึงนำมาสู่การระดมทรัพยากรและฐานการสนับสนุนเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง ใช้วิธีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ สร้างวาทกรรมเพื่อระดมมวลชนออกมากดดันและลดความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนทั้งในระดับผู้นำและหมู่ประชาชนผู้สนับสนุนแนวทางของพรรคการเมือง จนเกิดการเผชิญหน้า การกระทำผิดละเมิดกฎหมาย จนกระทั่งเกิดการตอบโต้กันด้วยความรุนแรงที่นำมาสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจำนวนมากซึ่งนับว่าเป็นปัญหาทางความมั่นคงภายในประเทศที่บั่นทอนเสถียรภาพและศักยภาพในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก
เมื่อประกอบกับความพยายามลดอำนาจกลไกในการตรวจสอบ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในผลกระทบจากการดำเนินนโยบาย ละเลยการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบายของประชาชนจากผู้ที่ควบคุมอำนาจการเมืองด้วยแล้ว ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม
ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างประชาชน เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความรู้สึกอคติเกลียดชังระหว่างกัน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม นับเป็นความคาดหวังของสังคมไทยและในระดับของประชาคมระหว่างประเทศที่ต้องการเห็นการสร้างความปรองดอง และการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อสมานรอยร้าวที่ได้หยั่งลึกที่มิใช่เกิดขึ้นในระบบการเมืองเท่านั้น แต่เข้าไปสู่ในระดับของสังคมวัฒนธรรมในชุมชนและขยายเข้าสู่สถาบันครอบครัว
จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องแสวงหาแนวทางในการอยู่ร่วมกัน บนความแตกต่างทางความคิด เพื่อให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว
ที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพของการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของไทยและภูมิภาค
การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในสังคมไทย จำเป็นต้องอาศัยทั้งเวลาและการดำเนินการที่มีหลักการ แบบแผนกระบวนการ และกลไกในการขับเคลื่อน ที่จะช่วยให้เกิดการมองอย่างแยกแยะ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา การแสวงหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวและเกิดขึ้นซ้ำ ด้วยมาตรการทางกฎหมายและนโยบายสาธารณะ
ทั้งนี้ ยังต้องอาศัยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิรูปปรับเปลี่ยนในเชิงกรอบคิดและเชิงโครงสร้างที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสมดุลในมิติของการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สร้างวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของความมั่นคงของมนุษย์และหลักของนิติรัฐ นิติธรรม ส่งเสริมคุณค่าของสังคมพหุวัฒนธรรมที่คนในสังคมเคารพและอยู่ร่วมกันได้
แม้มีความคิดเห็นและการให้คุณค่าในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคม และสัมพันธ์กันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันได้ มีสำนึกรับผิดชอบผลจากการกระทำของตน ไม่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ และตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีของผู้อื่น รวมทั้งเป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะและทักษะในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทได้ด้วยสันติวิธี
กรอบแนวคิดในกระบวนการสร้างความปรองดอง
ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงในสังคมไทยได้ยกระดับและขยายผลเพื่อเอาชนะกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการ เพื่อยุติความขัดแย้งเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่งในหลักการสากลมักเริ่มต้นจากการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยจะเป็นการเจรจากันเองระหว่างคู่ความขัดแย้ง หรือมีคนกลางเข้ามาดำเนินการให้ หรือการใช้อนุญาโตตุลาการ หรือการฟ้องร้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล หรือการใช้กระบวนการนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย
กระบวนการและเครื่องมือในการสร้างความปรองดองในชาติและสังคมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เกิดความไว้วางใจกัน จะอาศัยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมผสานกันหลายวิธี เช่น การเยียวยาทางจิตใจ (Healing) กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) การเล่าความจริง (Truth-telling) และการชดเชย (Reparation)
ในหลายประเทศที่ประสบปัญหาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยืดเยื้อ ได้นำกระบวนการของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) มาใช้ในการสร้างความปรองดองในระดับชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอคติความเกลียดชัง สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ที่มีความขัดแย้งรุนแรง ให้ฟื้นคืนความสัมพันธ์ในระดับที่สามารถกำหนดอนาคตร่วมกันได้ต่อไป
วิธีนี้เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเป็นหลัก ซึ่งในทางสากลความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านครอบคลุมถึงวิธีการ ดังต่อไปนี้ (สถาบันพระปกเกล้า, 2555)
1) การค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อการรับรู้ คลี่คลายสาเหตุปมปัญหา 2) การยอมรับ ขออภัยและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำผิด 3) การนิรโทษกรรม (Amnesty) และการให้อภัย โดยมีข้อยกเว้นมิให้การนิรโทษกรรมกับผู้กระทำความผิดในกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับของอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการล้างเผ่าพันธุ์ 4) การเยียวยาและชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง
5) การปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่่อลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งสรรอำนาจทางการเมืองให้เกิดดุลยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นซ้ำของความขัดแย้ง







