posttoday
ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

20 มกราคม 2558

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้นำชาติอาเซียนได้ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ออกไปอีก 1 ปี คือจากเดิมที่กำหนดเปิดวันที่ 1 ม.ค. 2558 ไปเป็นวันที่ 31 ธ.ค.ศกเดียวกันแทน

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้นำชาติอาเซียนได้ประกาศเลื่อนกำหนดการเปิดประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ออกไปอีก 1 ปี คือจากเดิมที่กำหนดเปิดวันที่ 1 ม.ค. 2558 ไปเป็นวันที่ 31 ธ.ค.ศกเดียวกันแทน

ความจริงจะว่าเลื่อนออกไปอีกปีหนึ่งก็ไม่ใช่ เพราะยังกำหนดให้เปิดประชาคมในปี 2558 นี้อยู่ดี แค่เลื่อนจากต้นปีเป็นปลายปี เพราะยังกำหนดข้อตกลงเงื่อนไขและขั้นตอนในการดำเนินงานไม่สำเร็จ ซึ่งผมว่าเหตุผลจริงๆ คือ พอจะเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมจริงๆ แต่ละชาติคงกลับมาคิดทบทวนถึงผลได้ผลเสียที่จะได้รับจากการเปิดประเทศรวมกันเป็นหนึ่งทางเศรษฐกิจ แล้วเกิดลังเลว่าตัวเองจะได้ไม่คุ้มเสียหรือไม่ ยกเว้นประเทศที่น่าจะมีแต่ได้ ไม่มีเสียอย่างสิงคโปร์ ที่มีความพร้อมทุกด้านที่จะลงทุนและค้าขายในตลาดร่วม

ประเทศไทยเราน่าจะใช้ประโยชน์จากเวลา 12 เดือน ที่เลื่อนออกไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้เป็นรูปธรรมกว่าการประชาสัมพันธ์แบบไร้จุดหมายอย่างที่ผ่านมา เช่น  การพิมพ์เอกสารเผยแพร่แจกประชาชนให้ทราบว่าเออีซีมีสมาชิกกี่ชาติ แต่ละชาติมีพลเมืองกี่คน พูดจาทักทายเวลาเจอกันว่าอะไร

แทนที่จะใช้เงินงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ไร้สาระแบบนี้ เอาเวลาที่เหลือมาสรุปสาระและประเด็นหลักๆ ที่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและประชาชนผู้ประกอบวิชาชีพที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดประเทศเข้าสู่เออีซีเต็มตัว น่าจะทราบเพื่อการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับนักลงทุนและผู้ประกอบวิชาชีพที่จะเข้ามาทำงานแข่งกับคนไทย หรือเตรียมความพร้อมที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ ประกอบอาชีพในต่างประเทศอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนน่าจะคุ้มค่ากว่า เพราะคนไทยทั่วไปยังไม่คุ้นเคยกับการออกไปประกอบธุรกิจหรือทำงานในต่างประเทศเท่าไรนัก

อย่างน้อยรัฐบาลน่าจะรีบกำหนดหน่วยราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งให้มาเป็นผู้ให้บริการแบบครบถ้วนทุกด้านในจุดเดียว หรือที่ชอบพูดว่า One Stop Service โดยเร็วที่สุด  ให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อตกลงต่างๆ ในประชาคม ในภาษาที่คนทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ไม่ใช่คัดเอาคำแปลข้อตกลงมาพิมพ์แจกอย่างที่ทำกันอยู่

เอาว่าแทนที่จะเสียเงินประชาสัมพันธ์ให้คนไทยทราบว่า คนลาวเขาพูดว่า สบายดี เวลาเจอหน้ากัน ไม่ได้พูดว่า สวัสดี เหมือนคนไทย ลองจัดเตรียมข้อมูล และสรุปประเด็นแบบเป็นงานเป็นการ เช่น สาระหลักของการเปิดประชาคม ว่าจะเปิดให้ธุรกิจประเภทไหน อะไรบ้างที่สามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนเข้าไปดำเนินการในประเทศที่อยู่ในประชาคมได้โดยเสรี คนไทยสามารถเข้าไปประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอะไรได้บ้าง และคนไทยควรเตรียมรับมืออย่างไร ถ้าคนต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพหรือวิชาชีพเดียวกับที่ตนเองทำอยู่ มีโอกาสที่จะตกงานไหม หรือเป็นโอกาสที่จะไปหางานที่ดีกว่าทำในต่างประเทศหลังจากการเปิดประชาคม เป็นต้น

นอกจากการให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่ประกอบวิชาชีพหรืออาชีพต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปิดเออีซีโดยตรงแล้ว ก็ควรให้ข้อมูลกับประชาชนทั่วไปว่า อาจจะได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างจากการเปิดประเทศ เช่น ถ้ามีการเคลื่อนย้ายแรงงานบางประเภท เช่น วิศวกร หรือแพทย์ พยาบาล ออกไปทำงานในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า จะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อคุณภาพของการบริการด้านสุขภาพในประเทศ คนไทยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้น เพราะโรงพยาบาลในประเทศต่างจ่ายค่าประกอบวิชาชีพให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ

หรือจำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลจากแพทย์หรือพยาบาลที่มาจากประเทศที่มีคุณภาพด้อยกว่าแพทย์หรือพยาบาลไทยเพราะอยู่ในภาวะจำยอม และรัฐบาลมีนโยบายที่จะรับมือกับปัญหานี้อย่างไรถ้าเกิดขึ้นจริง

ด้านธุรกิจ หน่วยราชการรวมศูนย์นี้น่าจะมีความสามารถที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกและคำปรึกษาที่มีประโยชน์ภาคปฏิบัติแก่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ให้สามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจากการแข่งขันที่จะเข้มข้นขึ้น เพราะมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาร่วมวง แทนที่จะล้มหายตายจากไปเพราะไม่สามารถจะแข่งขันได้เหมือนร้านขายปลีกของคนไทย สามารถที่จะให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจว่า จะออกไปลงทุนประกอบธุรกิจขยายตัวเข้าสู่ตลาดร่วมที่มีประชากรรวมกันถึง 600 ล้านคนหรือไม่ ในแต่ละประเทศมีปัจจัยอะไรที่เป็นบวกและเป็นลบในการลงทุนของผู้ประกอบการไทย เช่น บางประเทศ ค่าแรงงานถูก แต่ระบบกฎหมายในประเทศยังไม่ชัดเจนมีมาตรฐานสากล ขาดระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ หรือต้องอิงอยู่กับนักการเมืองหรือทหารที่มีอำนาจเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรค นักธุรกิจไทยควรทำอย่างไรเพื่อบริหารความเสี่ยงเหล่านั้น

สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมที่กำลังประสบปัญหาลู่ทางลงทุนและค้าขายตีบตันลงไปทุกวัน ใครต่อใครแนะนำให้ออกไปลงทุนในตลาดเออีซี เหมือนกับว่าให้ย้ายการลงทุนจากกรุงเทพฯ ไปนครราชสีมาอะไรทำนองนั้น ถ้าไม่ไปหรือไม่พูดเรื่องเออีซีเลย ก็จะถูกกล่าวหาว่าขาดวิสัยทัศน์ ไม่ปรับตัวเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันและใช้โอกาสจากการเข้าสู่
เออีซี

การลงทุนทุกบาททุกสตางค์หมายถึงการเพิ่มต้นทุนของธุรกิจที่มีทุนน้อย ไม่สามารถทำเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ได้ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดยให้ข้อมูลที่ทันสมัยและเชื่อถือได้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงธุรกิจ มากกว่าการให้ข้อมูลกว้างๆ เชิงวิชาการเพื่อการศึกษาหรือประชาสัมพันธ์แบบไร้เป้า

สรุปแล้วเวลา 12 เดือน หรือถ้านับจากวันที่บทความนี้ลงตีพิมพ์เหลือแค่ประมาณ 11 เดือนเศษๆ รัฐน่าจะรีบใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด โดยรีบกำหนดหน่วยราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่มีความพร้อมในภาคปฏิบัติ เข้ามารับผิดชอบงานการให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่คนไทยทั่วไปและนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแบบจุดเดียว เพื่อให้คนไทยทราบถึงผลกระทบจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแบบไม่ต้องเสียเวลาตีความภาษาราชการอีกชั้นหนึ่ง

ข้อสำคัญ พอมีหน่วยงานใหญ่เข้ามารับผิดชอบแล้ว หน่วยงานที่ทำการประชาสัมพันธ์หรืองานภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องด้วย ก็ควรจะให้ความร่วมมือกับทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่าขัดขากันเองและที่สำคัญอย่าเสียเวลาและเสียเงินจัดอีเวนต์เพื่อประชาสัมพันธ์เออีซีอีกเลยครับ เอาเวลามาทำงานที่เป็นงานเป็นการกันดีกว่า เวลามีน้อย 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ