posttoday
น้ำมันถูก... ไม่พอฟื้นชีพ เศรษฐกิจโลก

น้ำมันถูก... ไม่พอฟื้นชีพ เศรษฐกิจโลก

20 มกราคม 2558

ความเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายผู้คนในแวดวงเศรษฐกิจของหลายประเทศ ที่มองว่านี่คือ “โอกาสทอง”

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ความเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 50% ในปีที่ผ่านมา สร้างความตื่นเต้นให้กับหลายผู้คนในแวดวงเศรษฐกิจของหลายประเทศ ที่มองว่านี่คือ “โอกาสทอง” ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของทั่วโลก เนื่องจากน้ำมันนับเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็ลดลงตามไปด้วย ดึงดูดให้เกิดการบริโภคมากขึ้น และส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจ คือ “สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันพร้อมสำหรับการรับการกระตุ้นจากภาวะน้ำมันราคาถูกหรือไม่?” เพราะในความเป็นจริงราคาทองคำที่ต่ำเตี้ยถือเป็น “ยาแรง” ที่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ เสริมทัพ มิฉะนั้นน้ำมันอาจทำให้เกิดผลกระทบในแง่ลบต่อระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าผลดี

ปัจจัยสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลย คือ “กำลังซื้อ” ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจของประเทศนั้นต้องอยู่ในช่วงขาขึ้นพอสมควร มีการจ้างงานในอัตราสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อพอที่จะจับจ่ายใช้สอย ขณะที่สินค้ามีราคาถูกลง 

ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจของประเทศนั้นอยู่ในช่วงขาลง อัตราการว่างงานยังคงสูง ประชาชนขาดกำลังซื้อ เงื่อนไขดังกล่าวก็จะทำให้ภาวะน้ำมันราคาถูกส่งผลในแง่ลบมากกว่า โดยจะทำให้เงินเฟ้อต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่เลวร้ายที่สุดคือ ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดในท้ายที่สุด 

กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นและเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองเขตเศรษฐกิจอยู่ในเงื่อนไขของภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งอัตราการว่างงานสูงและมีเงินเฟ้อต่ำอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันราคาถูกก็ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนอยู่ที่ -0.2% ในเดือน ธ.ค. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นปรับตัวลงไปอยู่ที่ 0.7% ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แม้ทั้งคู่จะเร่งอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่กลับไม่สามารถกู้อัตราเงินเฟ้อให้กลับขึ้นมาอยู่ในภาวะปกติ

ทั้งนี้ ภาวะเงินฝืดถือเป็นกับดักทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง โดยจะลดแรงจูงใจในการบริโภคลง ขณะที่ผู้ประกอบการลงทุนน้อยลง ทำให้ไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจนเศรษฐกิจไม่เติบโต

ดังนั้น ภาวะน้ำมันราคาถูกจึงส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจอียูและเศรษฐกิจญี่ปุ่น มากกว่าจะสร้างความคึกคักให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างที่เข้าใจกัน

สำหรับกลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งแทบไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เองและต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงเพื่อการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีการโหมวิเคราะห์กันว่า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากภาวะน้ำมันราคาถูก

อย่างไรก็ตาม ชาติส่วนใหญ่ในแดนตะวันออกกลับมีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาในตลาดโลก ซึ่งถึงแม้ในแง่ดีก็จะช่วยให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกในภาวะที่น้ำมันโลกแพง จากการที่กองทุนช่วยออกค่าใช้จ่ายในการซื้อน้่ำมันจากต่างชาติ แต่ในทางกลับกัน ก็จะทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลงเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างไม่น่าให้อภัย เมื่อกองทุนเก็บเงินคืน

พูดอีกนัยหนึ่ง คือ นโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน เป็นกลไกในการดูดซับผลกระทบในแง่ลบจากภาวะน้ำมันราคาแพง แต่ขณะเดียวกันการบิดเบือนกลไกตลาดที่แท้จริงก็ทำให้เมื่อราคาน้ำมันถูกลงเศรษฐกิจโลกภายในประเทศไม่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะน้ำมันราคาถูกเท่าที่ควร

ยืนยันได้จากรายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่า ขณะที่ราคาขายน้ำมันหน้าสถานีบริการในมหานครนิวยอร์กปรับตัวลดลงถึง 26% จากเมื่อช่วงกลางปี 2014 ราคาน้ำมันในจีนกลับปรับลดลงเพียง 17% เท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

เฟเดอริก นิวแมน นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี แสดงความเห็นว่า หากราคาน้ำมันไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเอเชียได้ในทันที การเติบโตของการบริโภคก็จะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เช่นกัน

กรณีดังกล่าวยิ่งเลวร้ายกว่า สำหรับชาติประเทศเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยพิษจากน้ำมันราคาถูกได้ฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้ามากขึ้น และกระทบต่อความอ่อนแอของค่าเงิน

สรุปได้ว่า โดยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังซบเซาเกินกว่าจะรับ “ยาแรง” อย่างภาวะน้ำมันราคาถูกทำให้เกิดผลกระทบในแง่ลบมากกว่าผลในเชิงบวก อย่างที่คาดการณ์กันไว้ และสำหรับในเอเชีย การบิดเบือนกลไกตลาดที่แท้จริง ทำให้ราคาน้ำมันที่ลดลงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะน้ำมันราคาถูกได้กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความคึกคักมากขึ้น เห็นได้จากอัตราความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือน ม.ค. ที่ปรับตัวสูงขึ้น 98.2 จุด

ถึงกระนั้น ความคึกคักทางเศรษฐกิจของเมืองลุงแซมเป็นผลงานนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากราคาน้ำมันส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงตามไปด้วยถึง 0.4% เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับตัวลงอย่างรุนแรงที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 อีกทั้งเงินเฟ้อยังห่างไกลต่อเป้าหมายของเฟดที่ 2% และจะทำให้เฟดดำเนินนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้นอีกด้วยเช่นกัน

ด้าน คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แสดงความเห็นว่า ภาวะน้ำมันราคาถูกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะกู้เศรษฐกิจโลกให้พ้นจากภาวะซบเซาได้ และยังแสดงความเห็นไว้เช่นกันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจาก 3.4% ลงมาเหลือ 3% เท่านั้น

ฉะนั้น ภาวะน้ำมันราคาถูกจะส่งผลในแง่ดีแก่เศรษฐกิจโลกก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในเงื่อนไขที่พร้อมรับเท่านั้น หากเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะฝืดเคืองเอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้ น้ำมันราคาถูกก็เป็นเพียงปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจโลกเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท