
ธนาคารกลาง ป่วนตลาด เตรียมรับ ยูโรอ่อน ส่งออกยาก
ต้องถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในช่วงต้นปี 2015 ทีเดียว สำหรับการเลิกตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) และการเตรียมใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สร้างความยากลำบากให้แก่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่
ต้องถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในช่วงต้นปี 2015 ทีเดียว สำหรับการเลิกตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) และการเตรียมใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สร้างความยากลำบากให้แก่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่
เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา เอสเอ็นบีประกาศยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินฟรังก์สวิส กับสกุลเงินยูโรที่ 1.20 ฟรังก์/ยูโร ได้สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินไปทั่วโลก
การปรับนโยบายอย่างกะทันหันของเอสเอ็นบี ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์ของสวิตเซอร์แลนด์แข็งค่าขึ้นทันที 41% สวนทางกับค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าอย่างรุนแรงถึง 31% ภายในวันเดียว ขณะที่บรรดานักลงทุนต่างวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งเงินเหรียญสหรัฐ เงินเยน และทองคำ เรียกได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถึงกระนั้นก็ตาม มาตรการของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์นับเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หลังจากที่ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ทั้งจากการที่อีซีบีเตรียมใช้คิวอี และความไม่แน่นอนของการเมืองกรีซ ทำให้เอสเอ็นบีไม่สามารถตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ได้อีกต่อไป เพราะก่อนหน้านี้ ธนาคารสวิสก็ใช้เม็ดเงินไปแล้วราวครึ่งหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อแทรกแซงค่าเงินยูโรให้อยู่ที่อัตรา 1.20 ฟรังก์/ยูโร
ก่อนหน้านี้ก็เริ่มมีสัญญาณออกมาบ้างว่า เอสเอ็นบีไม่สามารถตรึงอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกต่อไป โดยปรับอัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อพยายามสกัดกั้นไม่ให้นักลงทุนแห่มาเก็งกำไรในค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ดี การปรับนโยบายอย่างกะทันหันของเอสเอ็นบี เป็นเพียงการเริ่มต้นจุดชนวนการอ่อนค่าของเงินยูโรเท่านั้น เพราะวันที่ 22 ม.ค. ที่ประชุมอีซีบีจะชี้ชะตาว่าจะมีการอัดฉีดคิวอีเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของยุโรปหรือไม่
ความจำเป็นในการอัดฉีดคิวอี ถือเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่โตสำหรับเศรษฐกิจยูโรโซน เพราะก่อนหน้านี้ มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาด ทั้งหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หนุนหลัง (เอบีเอส) และตราสารหนี้คุณภาพดี (คัฟเวอร์ด บอนด์) ไม่สามารถชุบชีวิตให้เศรษฐกิจยุโรปได้ เงินเฟ้อที่เป็นดัชนีที่จับตากันอย่างมากปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. เงินเฟ้อปรับตัวลดลงมาอีก 0.2%
สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้สร้างแรงกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของอีซีบีเห็นตรงกันว่า อีซีบีจำเป็นต้องเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาตรการคิวอี ถึงแม้จะมีสมาชิกบางส่วนค้านมาตรการดังกล่าวอย่างหัวชนฝาทีเดียว
เจนส์ ไวด์แมนน์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) วิจารณ์ความพยายามในการใช้มาตรการคิวอีของอีซีบี ว่า เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับอีซีบีมากเกิน ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูให้อีซีบีสามารถพิมพ์เงินออกมาเพื่อช่วยประเทศที่มีภาวะหนี้สินได้อีกด้วย ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณของสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ด้วยพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจของยุโรปที่เหมือนเป็นการร้อยรัดเขตเศรษฐกิจเล็กๆ ไว้ด้วยกันมากกว่าเขตเศรษฐกิจเดียวอย่างแท้จริง ยังเป็นการจุดประเด็นคำถามว่า ยาแรงอย่างคิวอีจะใช้ได้ผลกับยุโรป เช่นเดียวกับที่เคยได้ผลมาแล้วกับสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่นหรือไม่
ในทางกลับกัน มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งยูโรโซน ยืนยันว่า ทางอีซีบีเหลือไพ่ในมือน้อยสำหรับกู้เศรษฐกิจยูโรโซนออกจากภาวะความเสี่ยงเงินฝืด และการทำคิวอีก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
สอดคล้องกับความเห็นของศาลยุติธรรมยุโรป (อีซีเจ) ที่ระบุว่าการใช้มาตรการคิวอีไม่ถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาการรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป
ฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของอีซีบีจะเลือกใช้มาตรการคิวอีหลังการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ การอัดฉีดคิวอีเป็นปัจจัยที่จะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง และยิ่งธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศว่าจะไม่ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่อไป ยิ่งจะทำให้การอ่อนค่าของเงินยูโรรุนแรงยิ่งขึ้น
สกุลเงินหลักของยุโรปที่อ่อนค่าลงไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มประเทศยูโรโซนและผู้ส่งออกในสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น ทว่ายังส่งผลแง่ลบต่อผู้ส่งออกในประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงินยูโรที่อ่อนค่าจะทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น จนไม่ดึงดูดให้ผู้บริโภคซื้อ
และเมื่อดูจากสถิติของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) จะพบว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มยูโรโซน ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และบราซิล โดยจีนมีมูลค่าการส่งออกสินค้าอียูถึง 2.8 แสนล้านยูโร และสินค้าจีนยังมีสัดส่วนคิดเป็น 16.6% ของการนำเข้าในกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินยูโรทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ชาติที่ส่งออกสินค้าไปยุโรปที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด กลับมีแนวโน้มว่าจะเป็นตุรกี เนื่องจากตุรกีมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าไปยุโรป อีกทั้งค่าเงินของตุรกียังอ่อนแออย่างมาก จากภาวะการส่งออกที่ลดลง
และหากมองโลกในแง่ร้ายยิ่งกว่านั้น การยกเลิกการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และการเตรียมอัดฉีดมาตรการคิวอีของธนาคารยุโรป จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ และแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสกุลเงินเหรียญสหรัฐ สกุลเงินเยนและทองคำ
แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นการจุดชนวนให้เกิดความผันผวนในสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ และสุดท้ายอาจจะได้เห็นภาวะที่เงินอ่อนค่า แต่กลับไม่สามารถกระตุ้นการส่งออกสินค้าของตลาดเกิดใหม่ได้







