
ใช้อำนาจคสช. แก้ไขเบิกจ่ายงบล่าช้าไม่ง่าย
การเดินหน้าเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นปัญหาแก้ไม่ตกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะการเบิกจ่ายโครงการลงทุนเป็นไปอย่างล่าช้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดงบประมาณการลงทุน 2558 วงเงิน 4.4 แสนล้านบาท ผ่านไตรมาสแรกของปีงบประมาณเบิกจ่ายได้ 10% จากเป้าที่ตั้งไว้ 30% ส่งผลให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัวไม่ถึง 1% ต่อปี
การเดินหน้าเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นปัญหาแก้ไม่ตกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะการเบิกจ่ายโครงการลงทุนเป็นไปอย่างล่าช้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดงบประมาณการลงทุน 2558 วงเงิน 4.4 แสนล้านบาท ผ่านไตรมาสแรกของปีงบประมาณเบิกจ่ายได้ 10% จากเป้าที่ตั้งไว้ 30% ส่งผลให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัวไม่ถึง 1% ต่อปี
ปัญหาใหญ่ของการเบิกจ่ายที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลเข้มงวดกับการทุจริต ทำให้โครงการเดินหน้าได้ช้า โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ถูกตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ คสช.เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศกลางปี 2557 เพราะหลายโครงการมีการดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากล ใช้แต่วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ หรือซอยมูลค่าโครงการให้มีขนาดเล็กลง เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาข้าราชการของหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการขนาดใหญ่เกียร์ว่าง เวลารายงานความคืบหน้าโครงการให้รัฐบาล ก็เสียงดังฟังชัดว่าเร่งดำเนินการอยู่ แต่ลับหลังก็แอบเตะถ่วงโครงการ เพราะเห็นว่ารัฐบาลนี้แม้เป็นรัฐบาลทหารมีอำนาจเต็ม แต่ก็เป็นรัฐบาลชั่วคราวที่คาดว่าเหลือเวลาการทำงานแค่ 1 ปี ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ดองโครงการไว้ให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งอนุมัติ
จะดีกว่า
ปัญหาดังกล่าวทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกอาการหัวเสียอย่างมาก เพราะการเบิกจ่ายเป็นอัมพาต เศรษฐกิจก็เข็นไม่ขึ้น การบริหารและปฏิรูปประเทศก็จะไม่สามารถทำได้อย่างราบรื่น
ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามผ่าทางตันเร่งการเบิกจ่ายโครงการลงทุน ทั้งการผ่อนผันการจัดซื้อจัดจ้าง กรณีที่มีผู้ประมูลรายเดียวก็ให้เรียกมาต่อรองราคาได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเปิดประมูลรอบใหม่ แต่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบทุจริต ทำให้ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าทำรวบรัดการประมูล เพราะกลัวโดนฟ้องเอาผิดทีหลังเสี่ยงเอาตัวรอดได้ยาก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออกมาตรการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 โดยให้มีการเซ็นสัญญาโครงการลงทุนทั้งหมดให้ได้ในไตรมาสแรก หรือก่อนภายในวันที่ 25 ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้า เพราะมีโครงการจำนวนมากเซ็นสัญญาไม่ได้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งไม่ได้เซ็นสัญญากันได้ง่ายๆ
ทั้งหมดเป็นปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนของประเทศ ที่สะเทือนการขยายตัวเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา และยังไม่สิ้นฤทธิ์ที่จะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจในปีนี้ เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันให้ความเชื่อมั่นว่าการเบิกจ่ายในปีนี้จะทำได้มากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เอกชนและนักลงทุนก็ยังเป็นห่วงว่าการเบิกจ่ายยังล่าช้าเหมือนปีที่แล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ จึงตัดสินใจนำอำนาจของ คสช.ออกมาใช้ตั้งกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธาน มีอำนาจที่จะเรียกข้าราชการในหน่วยงานราชการที่งานไม่เดินมาชี้แจงได้
แม้เรื่องนี้ คสช.จะทำด้วยเจตนาดี ต้องการให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดผลรวดเร็วขึ้น แต่การเร่งเดินหน้ามาตรการสร้างความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เข้มข้นเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งจะทำให้การเบิกจ่ายล่าช้ามากขึ้นอีก เพราะขั้นตอนเพิ่มขึ้น มีผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้นไปด้วย
หากลองไล่เรียงมาตรการดังกล่าว ตั้งแต่การนำระบบองค์การบริหารโครงการเพื่อความโปร่งใสในภาคการก่อสร้าง (Construction Sector Transparency Initiative หรือ CoST) โดยจะต้องเปิดเผย
ข้อมูลของโครงการขนาดใหญ่ให้คนทั่วไปรับรู้ตามมาตรฐานสากล และให้ภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่การออก TOR การประกวดราคา การก่อสร้าง ไปถึงการตรวจรับงานจะนำร่องใช้ในโครงการก่อสร้าง
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ก่อนจะขยายไปสู่โครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่น การดำเนินการดังกล่าว คาดการณ์ได้ว่าภาคประชาชนจะตรวจสอบโครงการเข้มข้นละเอียดยิบ ท้วงติงในทุกแง่มุม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทำให้โครงการถึงกับเดินหน้าไม่ได้
นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีการนำ “สัญญาคุณธรรม” หรือ Integrity Pact มาใช้นำร่องกับการประมูลโครงการรถเมล์เอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยหน่วยงานรัฐแล้วก็ผู้จัดซื้อจัดจ้างและเอกชนทุกคนที่เข้ามาประมูลโครงการ จะต้องปฏิเสธการทุจริตทุกรูปแบบ ซึ่งรัฐบาลคิดว่าวิธีนี้จะเป็นการผ่าทางตันการประมูล แต่อาจจะเป็นการสร้างเงื่อนไขทำให้การประมูลล่าช้ามาอีก
หากดูการเซ็นสัญญาคุณธรรม จะเป็นการเซ็นสัญญาขึ้นมาอีกฉบับแนบไปกับสัญญาประมูลโครงการ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการมีตัวแทนจากภาคเอกชนและสาธารณชนประมาณ 4-5 คน เป็น
ผู้สังเกตการณ์โครงการ ติดตาม และเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับรู้ ซึ่งหากมีความไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้โครงการต้องล่าช้าเพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจนเสียก่อน
นอกจากนี้ ยังมีการรื้อราคากลางประมูลกันยกใหญ่ โดยรัฐบาลพิจารณาออก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อแก้ไขกำหนดราคากลางที่ไม่เป็นธรรมเอื้อประโยชน์ต่อนักธุรกิจ นักการเมือง รวมถึงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะที่ผ่านมาพบว่าการกำหนดราคากลางโครงการลงทุนต่างๆ มีส่วนเกิน 10-20% เพื่อใช้เป็นเงินทอนให้กับนักการเมืองและข้าราชการ
ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังจะมีการกำหนดโทษนักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการ ที่รวมกันทุจริตให้มีการลงโทษที่เร็วขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายเกรงกลัวเรื่องการทุจริต การดำเนินการนี้ยังไม่มีหลักประกันว่าจะป้องกันการทุจริตได้จริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ จะทำให้การดำเนินโครงการลงทุนต่างๆ ล่าช้า เพราะจะมีการหาช่องโหว่ทางกฎหมายหาทางหนีทีไล่เพื่อทุจริตโครงการ โดยที่กฎหมายออกมาใหม่เอาผิดไม่ได้
เกี่ยวเนื่องกับร่าง พ.ร.บ.นี้ นักวิชาการยังเสนอให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้ตรวจสอบราคากลางของโครงการต่างๆ ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ยิ่งเป็นการสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้ลำบากมากขึ้นไปอีก นอกจากเป็นการทำงานซ้ำซ้อนแล้ว กรมบัญชีกลางยังไม่มีคนที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบว่าราคากลางที่กำหนดตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ก็หนีไม่พ้นต้องไปจ้างเอกชนมาตีราคา ก็ต้องเสียเวลาจัดจ้าง และจะมีปัญหาอีกหากราคากลางที่ตรวจสอบออกมาไม่ตรงกัน ก็จะมีคำถามว่าโครงการของหน่วยงานไหนควรจะเชื่อถือมากกว่ากัน
การดำเนินการสร้างความโปร่งใสและแก้ปัญหาทุจริตของการประมูลโครงการลงทุน เป็นเรื่องที่รัฐบาลเดินมาถูกทาง แต่วิธีการต้องปรับปรุงเพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้คาบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งในปี 2558 ที่ยังเร่งไม่ขึ้น และงบลงทุนปีงบประมาณ 2559 มีวงเงินถึง 5 แสนล้านบาท ต้องเร่งเบิกจ่ายในช่วงท้ายของปีก็จะมีปัญหาติดขัดไปด้วย
การส่งออกนั้นจะหวังพึ่งเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้คงไม่ได้แล้ว หากเร่งการลงทุนและการบริโภคมาพยุงเศรษฐกิจไม่ได้ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลก็จะค่อยๆ ลดลง และจะเกิดปัญหาตามมาอีกมายมากอย่างคาดไม่ถึง







