
ธุรกิจนอกระบบหาย ไม่เกี่ยวเป้าหมายเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบังว่า ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ค่อยดี มีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะกำลังซื้อของคนในระดับรากหญ้าที่ลดลง รายได้ของประชาชนในบางกลุ่มลดลง จากมาตรการของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไปจัดระเบียบการค้าขาย และปราบปรามธุรกิจการพนัน ธุรกิจสีเทา จึงต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน
การออกมายอมรับของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยนอกจากจะมีผลกระทบจากปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า การลงทุนไม่ฟื้น การส่งออกยังฟุบ การบริโภคยังซึมๆ แล้ว ยังมาจากการจัดระเบียบสังคมที่ทำให้เงินสีเทาและเงินผิดกฎหมายที่เคยไหลหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจจำนวนไม่น้อยหายไป เศรษฐกิจจึงเกิดอาการชอร์ต
ในปีนี้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งเป้าหมายการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ 3.5-4% และดูทีท่าว่าการขยายตัวอาจต่ำกว่าเป้าหมาย
ก่อนหน้านี้ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ได้พูดในหลายเวทีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่า เศรษฐกิจปี 2557 ชะลอตัวลงอย่างมาก ส่วนสำคัญหนึ่งมาจากเงินสีเทา สีดำ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้อย่างเสียอย่าง หากต้องการจัดระเบียบให้บ้านเมืองเข้าที่เข้าทาง ก็ต้องยอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา เพราะเศรษฐกิจพึ่งเงินจากธุรกิจสีเทาๆ และผิดกฎหมาย เป็นจำนวนมากอย่างปฏิเสธไม่ได้
เมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาย้ำปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง ยิ่งทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัวยาก เพราะนอกจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การลงทุน การเบิกจ่าย และการบริโภค ยังกลับมาทำงานไม่เต็มที่ ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเม็ดเงินจากธุรกิจที่ไม่พึงประสงค์หายไปจากระบบเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การที่รัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดคุมธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือการจัดระเบียบสังคม กระทบกับภาวะเศรษฐกิจให้ซบเซา เนื่องจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ธุรกิจนอกระบบ และธุรกิจใต้ดินในไทยมีมูลค่าประมาณ 40% ของจีดีพี หรือมูลค่าประมาณ 3-4 ล้านล้านบาท จากมูลค่าจีดีพีทั้งประเทศ 12 ล้านล้านบาท
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเข้มงวดและกวาดล้างธุรกิจที่ผิดกฎหมาย จะทำให้เงินในส่วนหนี้หายไป เพราะปกติเงินที่ได้จากการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย จะนำมาฟอกเงินด้วยการจับจ่ายใช้สอย ซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน หรือเล่นหุ้น ขณะนี้จึงไม่มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา
ด้าน สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะอาจารย์ที่คร่ำหวอดกับงานวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจการพนันในประเทศไทย ระบุว่า การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายของ คสช.และรัฐบาล กระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะจากงานวิจัยพบว่า การพนันในประเทศไทยมีอยู่ทั่วไป เมื่อรัฐบาลเข้มงวด ทำให้การพนันในประเทศต้องหยุด นักพนันข้ามไปเล่นในประเทศเพื่อนบ้าน เงินที่เคยนำมาใช้ในประเทศ ก็ไปใช้ในต่างประเทศ จากการสำรวจความคิดเห็นร้านอาหารที่เคยอยู่กับสถานพนันของไทย พบว่ามียอดขายหายไปถึง 40%
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า ที่ผ่านมาแต่ละปีมีปริมาณเงินหมุนเวียนจากการพนันต่างๆ เช่น หวยใต้ดิน4 แสนล้านบาท เงินพนันฟุตบอล 1 แสนล้านบาท และการพนันอื่นๆ อีก 5-6 แสนล้านบาท
ความเห็นของนักวิชาการดังกล่าว สอดคล้องกับเหตุการณ์ประมูลรถยนต์หรูของกลางของกรมศุลกากรเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีผู้เข้าประมูลลดอย่างมาก ไม่มีคนสู้ราคา ทำให้รถหรูจำนวนมากขายไม่ออก โดยผู้ดำเนินการประมูลและเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรให้ความเห็นว่า เป็นเพราะการปราบปรามธุรกิจสีเทาและผิดกฎหมายของ คสช.
ประจวบกับช่วงดังกล่าวมีประเด็นกรมสรรพากร จะต้องสอบที่มาของรายได้คนรวยกลุ่มที่มีบ้านมีรถเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อสอบว่ามีการเสียภาษีที่ถูกต้องหรือไม่ ทำให้บรรดาเศรษฐีสีเทาต้องเก็บตัวเงียบไม่กล้าใช้เงินมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่ากรมสรรพากรจะล้มแนวคิดดังกล่าวไปแล้วก็ตาม
ข้อมูลของนักวิชาการยังแสดงให้เห็นว่า มูลค่าของธุรกิจสีเทาและธุรกิจไม่ถูกต้องมีขนาดเกือบเท่าตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 50% ของจีดีพี หากที่ผ่านมา คสช.ปราบปรามธุรกิจสีเทาไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับเม็ดเงินหายไปถึง 1.5-2 ล้านล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมาขยายตัวลดลงอย่างมาก จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2-3% เหลือไม่ถึง 1%
อย่างไรก็ตาม แม้การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายจะกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ก็เห็นว่า ถ้าสามารถปราบปรามและดึงธุรกิจที่ผิดกฎหมายมาเข้าระบบได้ ก็จะยิ่งทำให้มีเงินมาหมุนเวียนในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น รวมทั้งลดปัญหาสังคมได้ รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษี
นอกจากนี้ อนุสรณ์ ยังมองว่าปัญหาของเศรษฐกิจซบเซาเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยในภาคการเกษตรและชนบทลดลง สาเหตุจากมีรายได้ลดลง เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่เศรษฐกิจปี 2558 ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้วทุกตัว ทั้งภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการ ประกอบกับราคาน้ำมันลดลงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ รวมทั้งถ้ารัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ยิ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว
เมื่อดูจากปัญหาที่กระทบเศรษฐกิจทั้งหมด หากเกิดจากปัญหาในส่วนของปัญหาปกติ การเบิกจ่ายช้า การส่งออกไม่ฟื้น การบริโภคยังไม่ขยายตัว หรือ การลงทุนยังไม่มั่นใจทำโครงการใหม่ ก็ต้องไปแก้ไขที่เหตุและปัจจัย
แต่การที่เงินจากธุรกิจใต้ดินผิดกฎหมายหายไป อาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจไปบ้าง แต่รัฐบาลก็ต้องรับสภาพ เนื่องจากแก้ไขอะไรไม่ได้ การไล่จับบ่อนการพนัน การรับแทงหวยใต้ดิน การค้าบริการทางเพศ ธุรกิจใต้ดินบางประเภทไม่เหมาะกับสภาพสังคมไทยที่จะให้นำขึ้นมาเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่ตามจับผู้ละเมิดกฎหมาย ไม่ใช่รับส่วย รับผลประโยชน์แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นให้ธุรกิจเหล่านี้เบ่งบาน
เรื่องการจัดระเบียบไล่จับธุรกิจใต้ดินเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถรอมชอมได้ และหากเม็ดเงินจากส่วนนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจหดตัว รัฐบาลก็ต้องทำใจ
แต่การจัดระเบียบบางส่วนที่นับว่ามีมูลค่าไม่มาก แต่มีผลกระทบกับคนมาก เช่น การจัดระเบียบทางเท้า ห้ามขายของในที่สาธารณะ การจัดโซนตั้งสถานบันเทิง เพราะต้องการความเรียบร้อยสวยงาม ก็ต้องมีทางออกให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่เป็นรายเล็กๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องหาที่ทางให้ผู้ประกอบการเดิมมีสถานที่ค้าขายใหม่ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะยังชีพ
การคำนวณจีดีพีซึ่งเป็นผลผลิตรวมของประเทศ ไม่เคยนำเอาธุรกิจนอกระบบเข้ามาคำนวณเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย ดังนั้นหากเงินจากส่วนนี้หายไปก็จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทางอ้อม ทำให้คนมีเงินใช้จ่ายน้อยลง แต่เราควรจะดีใจหรือที่เศรษฐกิจขยายตัวมาจากธุรกิจใต้ดิน มากกว่ามาจากการค้าขายสุจริต
รัฐบาลควรจะไปใส่ใจเงินหายจากระบบ เพราะพ่อค้าแม่ขายต้องย้ายสถานที่ขายสินค้า ซึ่งอาจทำให้ขายของได้น้อยลง ส่วนนี้ต่างหากที่รัฐบาลควรจะต้องเข้าไปดูแลแก้ไข การส่งออกที่ยังซบเซา ก็ต้องเร่งแก้ไข ดีกว่าจะไปคิดว่าเศรษฐกิจแย่เพราะเงินจากธุรกิจนอกระบบหายไป







