
กระทรวงที่มีการวิจัย น้อยที่สุดในประเทศ
จากการศึกษาของโครงการพัฒนาระบบจำแนกงบประมาณภาครัฐ ซึ่งทำการวิจัยโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ ซึ่งเป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า หน่วยงานที่มีงบประมาณการวิจัยน้อยที่สุดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนจำนวน 6 ลำดับแรก ประกอบด้วย
จากการศึกษาของโครงการพัฒนาระบบจำแนกงบประมาณภาครัฐ ซึ่งทำการวิจัยโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ ซึ่งเป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า หน่วยงานที่มีงบประมาณการวิจัยน้อยที่สุดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนจำนวน 6 ลำดับแรก ประกอบด้วย
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วงเงิน 22.49 ล้านบาท คิดเป็น 0.11%
หน่วยงานตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ วงเงิน 11.69 ล้านบาท คิดเป็น 0.06%
กระทรวงการคลังจัดสรรไว้ 9.88 ล้านบาท คิดเป็น 0.05%
กระทรวงพาณิชย์จัดสรรงบไว้ 7.14 ล้านบาท คิดเป็น 0.03%
กระทรวงแรงงานตั้งงบไว้ 2.2 ล้านบาท คิดเป็น 0.01%
หน่วยงานของศาลตั้งงบไว้ 1.5 ล้านบาท คิดเป็น 0.01%
รวมหน่วยงานย่อย 54.9 ล้านบาท คิดเป็น 0.27%
ขณะที่งบประมาณวิจัยโดยรวมของประเทศมีทั้งสิ้น 20,709 ล้านบาท คิดเป็น 100%
จากข้อมูลข้างต้นเป็นที่น่าสังเกตก็คือ มีหน่วยงานระดับกระทรวงสำคัญๆ ถึง 4 กระทรวง ซึ่งกำลังเผชิญการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในปัจจุบัน คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการ
ท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีงบประมาณการวิจัยรวมกันเพียง 41 ล้านเศษ หรือคิดเป็น 0.2% ของงบประมาณที่รัฐจัดสรรเพื่องานวิจัยของรัฐ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า กระทรวงที่สำคัญๆ เหล่านี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องพึ่งความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ (ในทุกระดับ) ของกระทรวงเป็นสำคัญ โดยเกือบจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณของรัฐมาใช้ทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหา ซึ่งกระทรวงต่างๆ เหล่านี้กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งแน่นอนทำให้เกิดข้อสังสัยว่า การบริหารงานในการแก้ปัญหาของชาติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเหล่านี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือไม่
คำตอบก็อาจจะพอคาดเดาได้ว่า คงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ถ้าเพียงแต่จะอาศัยพลังสมองจากการทำงานประจำวัน (Routine Work) ของเจ้าหน้าที่ตามเวลาราชการมาช่วยแก้ปัญหาของกระทรวงและของชาติ
ที่จริงกระทรวงเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศชาติมาก อาทิ กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลการส่งออกมูลค่านับล้านล้านบาท ดูแลการค้าภายในกับสินค้านับหมื่นชนิด ดูแลผู้บริโภคหลายสิบล้านคน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องดูแลแหล่งท่องเที่ยวนับหมื่นแห่ง หารายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศนับร้อยๆ ล้านคน นักท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่า 24 ล้านคนทุกปี เพื่อนำรายได้เข้าประเทศหลายแสนล้านบาท ยังไม่นับการกีฬาที่มีนักกีฬาต้องดูแลอีกนับแสนคน
ขณะที่กระทรวงแรงงานต้องดูแลคนวัยทำงาน 40 ล้านคน ทั้งมิติของรายได้ (ค่าจ้าง) มิติของการมีงานทำ ยกระดับผลิตภาพแรงงาน ดูแลสวัสดิภาพของแรงงาน ดูแลเรื่องสวัสดิการ รวมทั้งแรงงานต่างด้าวอีกเกือบ 3 ล้านคน และกิจการอื่นๆ อีกมากมาย แต่หน่วยงานเหล่านี้มิได้มีความสนใจที่จะยกระดับประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและ/หรือการบริการประชาชนตามบทบาทของตนเองด้วยงานวิจัยหรืออาจจะเป็นเพราะหน่วยงานเหล่านี้ทำงานวิจัยมากมาย โดยใช้งบประมาณของตนเองโดยมิต้องพึ่งงบประมาณจากภาครัฐ จึงไม่ปรากฏตัวเลขในตารางข้างต้น
ผลจากการวิจัยของสภาวิจัยฯ ข้างต้นพบว่าหน่วยงานที่เอ่ยถึงเหล่านี้มีงบประมาณจากแหล่งอื่นน้อยมากหรือไม่มีมากอย่างที่คิด
ผู้เขียนจึงพอจะสรุปได้ค่อนข้างจะมั่นใจว่า กระทรวงที่สำคัญๆ ของประเทศเหล่านี้ตัดสินใจในการบริหารอยู่บนพื้นฐานที่ใช้การวิจัยน้อยมาก (โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดิน) แต่เลือกที่จะใช้ความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ประจำของหน่วยงานของตนเองเป็นหลัก ซึ่งก็โชคดีไปสำหรับหน่วยงานเหล่านี้ที่มีพลังสติปัญญาและประสบการณ์ของข้าราชการที่มากพอที่จะขับเคลื่อนงานประจำไปได้
แต่ถ้าโชคไม่ดีหน่วยงานข้างต้นไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีสติปัญญามากพอและรอบรู้รอบด้านเมื่อมีปัญหาให้แก้เข้ามาเป็นรายวัน ก็จะส่งผลให้การดำเนินงานอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การที่จะพึ่งพาสติปัญญาที่มีอยู่ในหน่วยงานในการวางแผนทำงานเชิงรุกให้กับหน่วยงานของตนเองและประเทศชาติในอนาคต โดยไม่ทำวิจัยมาเสริมเติมความรู้ในเรื่องที่หน่วยงานรับผิดชอบคงจะไม่เพียงพออย่างแน่นอน (ฟันธง)
ดังนั้น ผมจึงอยากจะขอร้องให้เจ้ากระทรวงทั้งหลายโดยเฉพาะกระทรวงและหน่วยงานที่กล่าวถึงข้างต้นได้โปรดหันมาสนใจส่งเสริมการวิจัยให้กับหน่วยงานของตนให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เผื่อว่าหน่วยงานของท่านจะสามารถช่วยเหลือประเทศชาติในการพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัยเป็นสำคัญ







