posttoday
ไทยจะก้าวกระโดดไปสู่ Digital Economy?

ไทยจะก้าวกระโดดไปสู่ Digital Economy?

18 มกราคม 2558

จากที่รัฐบาลได้กล่าวถึง Digital Economy เรามาดูกันว่าประเทศไทยในสภาวะปัจจุบันเอื้ออำนวยต่อการมุ่งสร้าง Digital Economy มากเพียงใด หรือแค่เป็นการพยายามก้าวข้ามองค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยไปมุ่งหวังใช้คลื่นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือนำพาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

จากที่รัฐบาลได้กล่าวถึง Digital Economy เรามาดูกันว่าประเทศไทยในสภาวะปัจจุบันเอื้ออำนวยต่อการมุ่งสร้าง Digital Economy มากเพียงใด หรือแค่เป็นการพยายามก้าวข้ามองค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยไปมุ่งหวังใช้คลื่นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือนำพาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทยเราเอง เราเคยได้ยินกันมาในช่วงประมาณทศวรรษที่ผ่านมา ถึงแนวคิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ทางฝั่งตะวันตกได้หยิบมาพูดและสร้างเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกกล่าวถึง เริ่มตั้งแต่ Knowledge Economy หรือ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้” ต่อด้วย Creative Economy หรือ “การพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์”

ถึงแม้ว่าแนวทางเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เรายอมรับและอยากทำให้เกิด แต่ด้วยเหตุผลพื้นฐานในหลายด้านที่เราไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นคงทางการเมืองทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ขาดความ
ต่อเนื่อง ความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันแนวนโยบายดังกล่าวมีน้อยมาก ความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์แนวคิดดังกล่าวมาใช้กับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบไทยๆ ให้มีประสิทธิผลมากที่สุดก็ยังไม่เกิด ทำให้ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเราก็ไม่เห็นผลเป็นชิ้นเป็นอัน และจนกระทั่งมีการเริ่มกล่าวถึง Digital Economy ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นกระแสสำคัญที่ทุกคนคิดว่าพลาดเรือลำนี้ไม่ได้

จากท่านรองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กล่าวไว้เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ท่านบอกว่า Digital Economy สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าหากมีการปฏิรูปใน 5 เรื่องด้วยกัน คือ 1) การพัฒนา Hard Infrastructure เช่น การสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียร ทั้งการเชื่อมต่อในประเทศและต่างประเทศ

2) การพัฒนา Soft Infrastructure เพื่อสร้างระบบการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งานอย่างปลอดภัย

3) การพัฒนา Service Infrastructure หรือการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการทำธุรกรรมและการสร้างธุรกิจของประเทศ

4) การส่งเสริม Digital Economy ด้วยการพัฒนาให้เกิดนักธุรกิจใหม่โดยใช้ไอทีเป็นเครื่องมือ ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ไม่มีเงินลงทุน แต่มีความคิดดีๆ ในการสร้างธุรกิจ จะมีโอกาสระดมทุนในโลกออนไลน์ และสุดท้าย

5) การพัฒนา Digital Society หรือการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเครือข่ายและข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต โดยท่านบอกว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานในแต่ละด้าน ซึ่งกรรมการจะมาจากทั้งส่วนภาครัฐบาล เอกชน และองค์กรอิสระ ซึ่งทุกเรื่องต้องทำแบบเร่งด่วน

แต่ถ้าเราดูที่เนื้อหาการปฏิรูป 5 อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ก็พอจะทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจ เพราะดูเหมือนเรากำลังคาดหวังให้การพัฒนาปฏิรูปทั้ง 5 สิ่งดังกล่าวจะนำมาซึ่งการเข้าสู่ Digital Economy ของประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนที่เราจะอยู่ดีๆ ลุกขึ้นมาพูดว่า Digital Economy จะสามารถกดปุ่มให้เดินเครื่องได้ คงไม่ใช่แค่มองในบริบทของแนวคิดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมาจากการพัฒนาและวางรากฐานขององค์ประกอบต่างๆ อย่างมีแบบแผนและแยบยลต่อเนื่องมาเป็นเวลาพอสมควร มิเช่นนั้นแล้วเราจะได้มาซึ่ง Digital Economy เพียงเปลือกนอกที่ไม่ได้มีอะไรที่สอดคล้องและเอื้อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด

ผมอ่านเจอบทความหนึ่งของคอลัมนิสต์ชื่อคุณธีระ กนกกาญจนรัตน์ และเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “ไม่ว่าจะเป็น Knowledge Creative หรือ Digital Economy นั้น ต่างก็มาจากรากฐานเดียวกันคือ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยองค์ความรู้เป็นพื้นฐาน” ใน Knowledge Economy นั้น เศรษฐกิจถูกวางให้มีการพัฒนาโดยอาศัยความรู้ความสามารถของบุคลากรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Creative Economy นั้นมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการผ่านทางนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นหากจะเข้าใจความหมายของ Digital Economy นั้นคือ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมของประเทศ”

ซึ่งทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Digital Economy ที่เราวาดฝันกันนั้น เป็นเพียงแค่ “ตัวช่วย” และ “ยากระตุ้น” ชนิดหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ดังนั้น ถ้าเราเหลียวหลังกลับไปมองการปรับตัวของประเทศเราให้เข้ากับแนวคิดพื้นฐานอย่าง Knowledge Economy แล้ว เราพูดได้หรือยังว่าเราให้ความสำคัญกับ
“การสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) โดยใช้การศึกษาและการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ” เหมือนกับที่นาย Peter Drucker ปรมาจารย์แห่งศาสตร์บริหารธุรกิจสมัยใหม่ กล่าวไว้ในหนังสือของเขา

World Bank ได้เคยทำรายงานเมื่อประมาณปี 2555 ในหัวเรื่อง “Leading with Ideas, skills for growth and equity in Thailand” ตามคำขอของสภาพัฒน์ เพื่อศึกษาถึงปัญหา Human Capital หรือทรัพยากรมนุษย์ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานของไทยในภาพรวมว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ผลปรากฏพบว่าระบบการสร้าง Human Capital ของเรามีปัญหาเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์ และระบบการศึกษาและการจัดการที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็นในการเดินหน้าเข้าสู่ Knowledge Economy แต่อย่างใด ไล่มาตั้งแต่การเริ่มพัฒนาเด็กอย่างถูกต้องโดยเด็กก่อนวัยเรียนของไทยมากกว่าครึ่งยังอยู่ในสภาวะของการขาดสารไอโอดีน (Iodine Deficiency) อันจะส่งผลทำให้สติปัญญาของเด็กไทยไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

ต่อมาถึงปัญหาทางด้านคุณภาพการศึกษา ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากการทดสอบจากต่างประเทศอย่างข้อสอบ PISA ที่พบว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยถดถอยลงเรื่อยๆ โดยส่วนใหญ่ต่างเกิดจากการบริหารจัดการของโรงเรียน หลักสูตรที่ไม่ทันสมัย รวมไปถึงคุณภาพของครูผู้สอนด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังพบว่าสถาบันอุดมศึกษารวมถึงสถาบันอาชีวศึกษา ไม่สามารถผลิตแรงงานเพื่อให้มีทักษะตรงกับความต้องการของนายจ้าง รวมไปถึงยังไม่มีทักษะทางด้านภาษาและทักษะเชิงเทคนิคที่ดีพอ รวมถึงระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีส่วนร่วมที่น้อยมากกับภาคธุรกิจในการส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

ในขณะที่ปัญหาพื้นฐานในเชิงของ Knowledge-based นี้ เป็นอุปสรรคในอีกด้านหนึ่ง ผมก็มองว่าประเทศไทยเคยมีโอกาสเมื่อตอนที่เราพยายามหยิบแนวคิด Creative Economy ขึ้นมาชู และบอกว่า
นี่คือแนวคิดที่จะยกระดับศักยภาพและมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิตนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ ของเราได้

ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และจุดเด่นทางความคิดที่ไม่ด้อยกว่าชาติไหน เห็นได้จากบรรดานักสร้างสรรค์ในหลายๆ อาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น
ผู้กำกับภาพยนตร์ ครีเอทีฟ งานศิลปะ Fine Art ฯลฯ เราน่าจะหันกลับมามองเรื่องการสนับสนุนให้เกิด “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรค์” รวมไปถึงให้ได้กันก่อน แล้วค่อยหันกลับไปมองเรื่องของการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วย

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันที่เพิ่มมากขึ้น ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต่างแสวงหา คุณค่า ความหมาย และความแตกต่างของสินค้าและบริการที่พวกเขาเลือกซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการจำเพาะบุคคล นอกจากนี้ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนทำได้เท่าเทียมกันถ้าหากมีอินเทอร์เน็ต แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราไม่มีศักยภาพในการวิเคราะห์และวินิจฉัยในเชิงยุทธศาสตร์ และนำข้อมูลที่ได้มาแปลงความหมาย โดยผ่านการวิจัยและพัฒนาภายใต้ “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรค์” ให้กลายเป็นผลผลิตที่ตอบสนองความต้องการหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท