posttoday
มาแล้วจ้า... ปฏิรูปแม่เอ๊ย...ร้อนๆ จ้า

มาแล้วจ้า... ปฏิรูปแม่เอ๊ย...ร้อนๆ จ้า

18 มกราคม 2558

ขอเล่าประสบการณ์ในสภาขณะนี้สู่กันฟัง

ขอเล่าประสบการณ์ในสภาขณะนี้สู่กันฟัง

มิตรสหายในทั้งสองสภามาเชิญไปเป็นอนุกรรมาธิการ จึงขออนุญาตสนองพระเดชพระคุณท่าน รายงานการทำหน้าที่เหล่านี้สักเล็กน้อย

อนุกรรมาธิการที่ผู้เขียนไปร่วมทำงานก็คือ อนุกรรมาธิการด้านระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ในกรรมาธิการการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต่อไปจะขอเรียกว่า “อนุเลือกตั้งฯ” กับอนุกรรมาธิการปฏิรูปความเข้มแข็งขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชั่นภาครัฐ ในกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ต่อไปจะขอเรียกว่า “อนุองค์กรอิสระฯ”

เริ่มต้นส่วนที่อยู่บนสุดและมีอำนาจสูงสุด ก็คือ คสช. เพราะท่านเป็นคนจัดตั้งทั้งรัฐบาล สนช. สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ต่อไปจะเรียกย่อๆ ว่า “กมธ.”) ท่านได้มอบหมายให้แม่น้ำทั้ง 4 สายที่อยู่ภายใต้ “ศอก” ของท่าน (เปรียบว่าองค์กรทั้ง 4 นั้น คือภรรยาทั้ง 4 ที่อยู่ภายใต้สามีเดียวกันคือ คสช.) ทำหน้าที่ต่างๆ คือให้ภรรยาคนแรก ซึ่งก็คือรัฐบาลท่าน (คือ คสช.) ก็ตั้งนายกรัฐมนตรี (ซึ่งก็คือหัวหน้า คสช.นั่นเอง) ให้ไปกำกับรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาของประเทศผ่านระบบราชการ จากนั้นท่านก็ไปมีภรรยาอีกบ้านหนึ่งชื่อ สนช.ให้ดูกฎหมาย ตามมาด้วยไปอยู่กินกับภรรยาคนที่สามชื่อ สปช. มอบให้กวาดเก็บบ้านให้สะอาดเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่พอเพราะยังไปหาเมียใหม่ชื่อ กมธ.มาช่วยเขียนหนังสือชื่อรัฐธรรมนูญให้

คำโบราณท่านว่า เมียหนึ่งพึงตรอง (คือน่าจะพอแล้ว) เมียสองต้องห้าม (คือไม่ควรมี) เมียสามไม่ดี (โบราณว่าไว้แค่นี้ ถึงคนที่สามก็ไม่ไหวแล้ว) เมียสี่ไม่เข้าท่า เมียห้าวุ่นวาย (สองอันหลังนี้ผู้เขียนต่อเติมเอาเอง ไหนๆ มีสามคนก็ไม่ดีแล้ว ก็มีมันให้มากๆ เพื่อให้แย่มากๆ ไปเลย) เมื่อสามีดูแลครอบครัวแบบนี้ สภาวะการปฏิรูปการเมืองจึงดูวุ่นวายไปด้วย

ผู้เขียนเข้าไปช่วยงานอนุกรรมาธิการทั้งสองคณะก็ปลายเดือน ธ.ค. 2557 เข้าไปแล้ว แต่ก็เพิ่งประชุมได้ครั้งสองครั้ง ทราบมาว่าต้องรีบเร่งประชุมเพื่อจะต้องเสนอประเด็นให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก่อนวันที่ 18 ม.ค. 2558 ที่จะต้องเอาไปเรียงเป็นรายมาตรา (แต่ในตอนต้นสัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 เป็นต้นมา ท่านก็เริ่มเขียนรัฐธรรมนูญในส่วนแรกๆ ไปแล้ว) ดังนั้นผลงานจึงออกมาลวกๆ โดยเฉพาะในอนุองค์กรอิสระฯ ที่มีองค์กรอิสระกับหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่นอยู่เกือบ 10 หน่วยงาน กระทั่งในวันอังคารที่มีการประชุมอนุกรรมาธิการชุดนี้ต้องเชิญทุกองค์กรและหน่วยงานมาพร้อมกัน แล้วไล่เรียงซักถามอ้อมๆ แอ้มๆ ไป แต่กระนั้นกว่าจะเสร็จก็มืดค่ำ ส่วนอนุระบบเลือกตั้งฯ ก็เพิ่งซักพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว คือพรรคชาติพัฒนา เห็นว่าได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯ ไป “ยำ” ข้อเสนอต่างๆ ให้เรียบร้อยภายในวันอาทิตย์ที่ 18 นี้ แล้วต้องรีบส่งผลงานให้ กมธ.ยกร่างฯ ในวันจันทร์ทันที

เอาเป็นว่าเมียคนสุดท้องคือ กมธ.ยกร่างฯ ออกฤทธิ์กับเมียสองคือ สนช. และเมียสามคือ สปช.อย่างไม่ลดราวาศอก แต่เธอก็ยังหันมาทำญาติดีบอกว่า ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ที่เหลือก็ให้ทำงานมาส่งตามหลังก็ได้ โดยเฉพาะการให้ยาหอมว่า การปฏิรูปยังไม่จบสิ้นแค่นี้ แม้มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งแล้ว เมียใหญ่ในลำดับที่สองและสามนี้ก็ยังต้องทำงานต่อไป เช่น อาจจะมีองค์กรที่จะติดตามการปฏิรูป หรือการทำงานในภาคประชาชนไปจนกว่าบ้านเมืองจะเรียบร้อย โดยสามีคือ คสช.ก็ออกมาสำทับให้ท้ายภรรยาคนสุดท้องนี้อีกว่า “ทุกคนทำงานไป เป้าหมายคือปรองดอง” โดยไม่ปล่อยให้ภรรยาคนใดคนหนึ่งอยู่ว่างๆ เพราะคาถาปรองดองนี้กินความหมายกว้างขวางยิ่งนัก ซึ่งก็หมายถึงให้ภรรยาทั้ง 4 นี้ อย่าทะเลาะกันอีกด้วย

ผู้เขียนนึกถึงกิจกรรมสมัยเด็กๆ เมื่อสัก 40-50 ปี ที่บ้านเมืองยังไม่มีโทรทัศน์ทุกบ้าน ไม่มีเกมคอมพิวเตอร์ เด็กๆ สมัยนั้นพอเสร็จการบ้าน ทานข้าวเย็นแล้ว ก็จะพากันมาเล่นที่กลางซอย รถราก็ไม่มากให้ต้องคอยหนีคอยหลบ ก็พากันตั้งวงเล่นกันเป็นกลุ่มๆ เด็กผู้ชายก็เล่นโปลิศจับขโมย และขี่ม้าส่งเมือง เด็กผู้หญิงก็เล่นตั้งเต และตี่จับ ที่เล่นด้วยกันได้ก็เช่น รีๆ ข้าวสาร งูกินหาง จ้ำจี้มะเขือเปาะ จ๊ะเอ๋หรือซ่อนหา (ซ่อนแอบก็เรียก) จนกระทั่งแม้แต่การละเล่นที่ออกจะเป็นแนวน่ากลัวๆ อย่างลิงลม แม่ศรีเอย หรือผีถ้วยแก้ว ที่โตหน่อยก็เล่นไพ่ เล่นการพนัน เลียนแบบผู้ใหญ่

การละเล่นที่เลียนแบบผู้ใหญ่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในกลุ่มเด็กโต แต่เด็กเล็กๆ สัก 3-4 ขวบ (ที่สมัยนี้นิยมจับเข้าไปเล่นกันในเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาล) พ่อแม่มักจะเอามา “กองๆ” รวมกันไว้ใกล้ๆ ตัว แล้วให้เล่น “หม้อข้าวหม้อแกง” คือสมมติว่าช่วยกันทำกับข้าว เก็บผักเก็บหญ้ามาทำเป็นอาหาร ปั้นดินเหนียวเป็นภาชนะหุงต้ม แล้วทำท่าทางป้อนกันกิน แล้วออกอาการว่าอร่อยนักหนา หรือ “ขายข้าวขายของ” ก็คือหาของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า และของใช้ที่ทิ้งแล้ว มาขายแล้วจ่ายเงิน (ปลอมๆ) แสดงความร่ำรวยอวดกันและกัน ตลอดจนสมมติตัวเป็นพ่อเป็นแม่เล่นอะไรออกแนว “โป๊ๆ” ก็มี ยิ่งวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มารวมกลุ่มกันเล่นอย่างไม่เบื่อหน่าย แม่ค้าก็หาบโน่นเข็นนี่มาขาย เสียงร้องขายขนมขายของกิน “ขนมแม่เอ๊ย สดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ จ้า” หรือ “ขวก (ขวด) มาไข (ขาย) ขวกก่าวๆ (เก่าๆ) มาแลกคาหนม (ขนม)” ไม่มีเหงาไม่มีเบื่อ

ปฏิรูปร้อนๆ จ้า ถ้าจะกินต้องปรองดองกันก่อนจ้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท