
ถอดสูตรปรองดอง ลากยาว10ปี ไม่นิรโทษ3คดีร้อน
ถูกวิจารณ์ไม่น้อยหลังกางแผน “ปรองดอง” ที่มีส่วนคาบกับประเด็น “นิรโทษกรรม” จนก่อตัวเป็น “อาฟเตอร์ช็อก”
ถูกวิจารณ์ไม่น้อยหลังกางแผน “ปรองดอง” ที่มีส่วนคาบกับประเด็น “นิรโทษกรรม” จนก่อตัวเป็น “อาฟเตอร์ช็อก” ย้อนกลับมาหา ศ.พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อย่างรุนแรง ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง
“ปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้หมายความเฉพาะนิรโทษเท่านั้น นิรโทษเป็นเรื่องเล็กมากของการปรองดอง เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเป็นปัญหา เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ การสรรหา การยึดโยงองค์กรอิสระเข้ากับภาคประชาชน ต้องแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม การทำงานขององค์กรอิสระต้องปลอดจากการเมือง” เอนกชี้แจง
เขาบอกว่า เบื้องต้นที่ได้คุยกับหลายฝ่ายแล้วเห็นตรงกันว่า การนิรโทษกรรมที่รับกันได้คือ คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับ 1.คดีทุจริต 2.คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 3.คดีกระทำการหรือสั่งการให้คนอื่นทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ถ้าไม่เกี่ยวกับ 3 ประเด็นนี้ ก็เป็นที่ยอมรับได้ แต่จะไม่เข็นเรื่องนิรโทษกรรมแบบฉวยโอกาสหรือทำแบบโดดเดี่ยวกว่าเรื่องอื่น สรุปคือ “นิรโทษกรรม” ต้องไปกับเรื่อง “ปรองดอง”
ขณะเดียวกัน “ปรองดอง” เป็นส่วนประกอบสำคัญของ “การปฏิรูป” ผ่านกระบวนการทำงานของสภาปฏิรูแห่งชาติ (สปช.) หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ จะต้องเป็นการปฏิรูปและปรองดอง เพราะถ้าปรองดองอย่างเดียวไม่ปฏิรูปประเทศก็จะไม่ก้าวไปข้างหน้า และไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีความแตกแยกกลับขึ้นมาอีก ฉะนั้นต้องปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลบล้างความกินแหนงแคลงใจ และความไม่เป็นธรรม
ตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่เอนกได้รับมอบหมายให้ไปประสานกับคู่ขัดแย้งนั้น เจ้าตัวบอกว่า ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่จะไม่ใช้รูปแบบวิธีการเดิมที่ประสานไปพูดคุยแบบเปิดเผย ซึ่งอะไรที่คิดแบบล้มเหลว ก็ไม่ควรคิดแบบนั้น เพราะรูปแบบที่เป็นทางการมาก หากจำได้สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีต ผบ.ทบ. เรียกสองฝ่ายมาเจรจากัน สุดท้ายก็ไม่ได้ผลและนำมาสู่การยึดอำนาจ แล้วเราจะไปทำซ้ำอีกหรือ เราต้องทำแบบไม่เป็นทางการ ไม่ต้องมาคุยกันหมด ไม่ต้องมีสื่อมาดู
อย่างไรก็ตาม รูปแบบวิธีการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ นั้นมีเรื่องให้พูดคุยกันหลายเรื่อง อย่างเมื่อครั้ง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. มาให้ข้อมูล กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีเรื่องพูดคุยมากมาย ทั้งการเปิดใจให้ กมธ.ฟัง กมธ.ก็เปิดใจให้เขาฟังว่าเราคิดอย่างไร ได้ปฏิญาณต่อหน้าพระแก้ว พระสยามเทวาธิราช ศาลหลักเมือง ว่าจะเที่ยงธรรม เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป
“ข้อสำคัญอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเครื่องมือของฝ่ายชนะ เราก็บอกว่ารับรองไม่เป็นอย่างนั้น การเปิดใจกันก็ดีขึ้นมาก ใน สปช.เอง ทำงานกันไปก็เข้าใจมากขึ้น สปช.เองก็มีหลายสี ทำงานกันไปจนลืมแล้วว่าเดิมเคยสีอะไร ...มีการแนะนำมาตลอดให้ไปคุยกับคนนั้น คนนี้ ให้ไปคุยกับผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ก็รับฟังอยู่ ผมจะไม่พยายามทำอะไรเกินกำลังความสามารถ”
“เรื่องปรองดองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด เป็นเรื่องของ สปช.ทั้งหมด อีกหลายเรื่องเป็นเรื่องของ คสช. และ ครม.ฉะนั้นจะไม่ทำอะไรเกินกำลัง แต่จะประสานดูความเคลื่อนไหว ช่วยผูกองค์กรต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นกำลังขึ้นมาในที่สุดก็จะเป็นคานงัดให้ก้อนหินใหญ่ที่มาขวางความปรองดองหลุดออกไปได้”
เอนก กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะมีโรดแมป 2 ขั้นตอน หนึ่งคือความปรองดองที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ และหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้ว อาจเป็น 4-5 ปี หรือ 5-10 ปี ที่จะต้องผลักดันให้ความปรองดองมีผลสำเร็จ ทั้งนี้ จะมีโรดแมป 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งคือความปรองดองที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ และหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้วจะกี่ปีอาจเป็น 4-5 ปี หรือ 5-10 ปี ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความปรองดองสำเร็จ
“หลังรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่หน้าที่ผมแล้ว แต่ก่อนมีรัฐธรรมนูญ ก็มีเพียงเศษเสี้ยวที่เป็นหน้าที่ของผม นอกนั้นเป็นแม่น้ำไม่รู้กี่สาย และเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยที่จะต้องช่วยกันปรองดอง คนไทยไม่ใช่พวกที่จะมาคอยดูว่าใครจะทำปรองดองให้ แต่ตัวเองต้องเข้ามาช่วยทำปรองดองด้วย
...อย่างที่ผ่านมา ท่านประธานเทียนฉาย ประธานบวรศักดิ์ ประธานสมบัติ มาร่วมให้สัมภาษณ์กับสื่อร่วมกับผม ถือทิศทางที่ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ และก็ย้ำแล้วย้ำอีก ปรองดองต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นจุดหมายของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปฏิรูปอย่างเดียว ไม่ใช่กำหนดกติกาสถาบันการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องทำเพื่อปฏิรูปและปรองดอง”
เขายืนยันว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปรองดอง ไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ถ้ามีต้องเห็น จะมีได้อย่างไร อภิปรายเสร็จหน้าตาก็เปลี่ยนไปทุกครั้ง ตอนนี้เริ่มที่จะเห็นเป็นเค้าโครงเกิดจาก กมธ.ยกร่าง ช่วยกันเขียน ช่วยกันร่าง ช่วยกันวาด เติมสี ไม่มีผูกขาดจากใคร และไม่มีใครที่จะเก่งจะคิดอะไรได้เยอะขนาดนี้ เกิดจากหลายคนร่างมาหลายครั้งสังคมไทย ก้าวหน้าปฏิรูปคิดมาไม่รู้กี่ครั้ง
...เราได้ระดมเอาความเห็นดีๆ ของโลกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญไม่น้อย คิดเองก็ไม่น้อย แต่เราก็ไม่ละเลย เรื่องอื่นๆ ทั้งหมด กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องมีอำนาจมีการรองรับด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้อยู่ห่างจากคณะรัฏฐาธิปัตย์จนเกินไป ไม่ได้ร่างตามจินตนาการ ความใฝ่ฝันของเราอย่างเดียว เราต้องมีทั้งอุดมคติและความสมจริง
ส่วนคำถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรทำประชามติหรือไม่ ศ.เอนก กล่าวว่า แล้วแต่จะทำหรือไม่ เราไม่ได้วิตก เราพร้อม แต่ที่เขาทำๆ กันต้องเป็นเรื่องชัดเจน เช่นจะให้แต่งงานเพศเดียวกันได้หรือเปล่า ลงประชามติ แต่นี่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อ่านหมดหรือเปล่า อ่านแล้วเข้าใจหมดหรือไม่ ที่สำคัญถ้าไม่เอา คุณก็ต้องให้เขาร่างใหม่ จะทนไหวหรือเปล่า
“ทหารเขาก็ยังมีความพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้บ้านเมืองราบรื่นเดินหน้าต่อไปแม้จะขัดใจใครก็พร้อมที่จะขัดใจ” เอนก กล่าวทิ้งท้าย







