
ปูมหลังปลด“เจ้าคุณเสนาะ”เมื่อเงินคืออสรพิษ
เจ้าคุณเหนาะ ตาย(จากตำแหน่ง)เพราะการเงิน ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์ว่า"เงินทองคืออสรพิษ"
โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
ยุติข่าวใหญ่ครึกโครม ที่สะเทือนวงการสงฆ์มานาน เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ลงนามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ปลดพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 ถือเป็นพระสงฆ์รูปที่ 2 ที่ถูกปลด โดยก่อนหน้านี้ในปี 2544 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาปลดพระธรรมกิตติวงศ์ หรือเจ้าคุณทองดี ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม และตำแหน่งเจ้าคณะภาค 16 เนื่องจากปัญหาการปฏิรูปการศึกษาที่ส่งผลกระทบต่อสถานะของคณะสงฆ์ แต่ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม และราชบัณฑิตตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนเจ้าคุณพระพรหมสุธี หรือเจ้าคุณเหนาะโดนหนักกว่า
เมื่อถูกสั่งพักตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง วันที่ 15 มกราคม 2558 ในวันเดียวกันเวลา 18.00 น. พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้แต่งตั้งพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
เมื่อหลุดจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการ ทำให้ตำแหน่งอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ย่อมหลุดไปโดยปริยายเช่นพระอุปัชฌาย์ ส่วนตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดไตรมิตร ต้องเสนอให้มหาเถรสมาคมพิจารณาปลดจากตำแหน่ง ต่อไป
พระพรหมสุธี มีนามเดิมว่า เสนาะ ฝังมุข เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ปีวอก ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านสร้าง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2512
อุปสมบทเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2521 ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพรหมคุณาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ปญฺญาวชิโร"
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ พระปัญญาวชิราภรณ์และได้รับเลื่อนถี่มาก โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง หรือรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระพรหมสุธี ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับสมณศักดิ์สูง ขณะที่มีอายุเพียง 45 ปี พรรษาที่ 27 เท่านั้น
ขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ได้รักษาการเจ้าอาวาส วัดโสธรวราราม วรวิหาร พระอารามหลวงพ.ศ. 2547 รักษาการอยู่นานถึง 5 ปี ทำความเปลี่ยนแปลงการบูชาหลวงพ่อโสธร โดยใช้ดอกกล้วยไม้ แทนดอกบัว ที่ทางวัดปฏิบัติกันมานาน
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 - 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศและได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศเมื่อ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เป็นการรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ในขณะที่ยังไม่ได้เผาศพผู้ที่เป็นจ้าอาวาสรูปก่อน ท่านเรียกว่าดำรงตำแหน่งทับศพ เมื่อถูกพักงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558
ท่านจึงเป็นผู้สร้างสถิติใหม่ ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสระยะสั้นที่สุด เพียง 1 ปี กับ 20 วัน เท่านั้น
เจ้าคุณเหนาะ ยังมีตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นตำแหน่งหนึ่งที่ให้คุณให้โทษกับพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศมาก จึงน่าจะต้องถูกเปลี่ยนอีกเช่นกัน เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปแล้ว
ปัญหาในวัดสระเกศ ต้องบอกว่าเกิดจากการที่มีเสือ 2 ตัวให้อยู่ในถ้ำเดียวกัน คือพระพรหมสุธี (เสนาะ) และพระพรหมสิทธิ (ธงชัย) ทั้งคู่มีสมณศักดิ์เท่าเทียมกัน คือเป็นรองสมเด็จด้วยกันทั้งคู่ ต่างกันแต่ว่าเจ้าคุณเหนาะเป็นรองสมเด็จก่อน (5 ธันวาคม 2548) ในขณะที่เจ้าคุณธงชัยเพิ่งเป็นรองสมเด็จเมื่อ 5 ธันวาคม 2554
สำหรับตำแหน่งปกครองวัด มีฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสด้วยกันทั้งคู่ ส่วนการดูแลผลประโยชน์ในวัดนั้น เจ้าคุณธงชัยทำหน้าที่ดูแลบริเวณภูเขาทอง รวมทั้งพระอุโบสถและพระวิหาร ในขณะที่เจ้าคุณเหนาะดูแลในส่วนที่เหลือรวมทั้งการเงินของวัด
ตำแหน่งบริหารคณะสงฆ์ เจ้าคุณเหนาะนั้นเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นเจ้าคณะภาค 12 ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
เจ้าคุณธงชัยเสียเปรียบที่ไม่มีตำแหน่ง มส. แต่มีตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 และที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
ความเป็นเสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 กลางที่ประชุมจัดงานครบรอบวันมรณภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) (มรณภาพ 10 สิงหาคม) เมื่อพระพรหมสุธี ในฐานะเจ้าอาวาส สั่งปลด 3 เจ้าคุณคือ พระพรหมสิทธิ, พระเมธีสุทธิกร และพระวิจิตรธรรมภรณ์ ออกจากหน้าที่ในการดูแลภูเขาทอง และพระอุโบสถ พระวิหาร ไม่ใช่แต่เท่านั้นเจ้าคุณเหนาะยังสั่งให้แจ้งความเจ้าคุณธงชัย ที่ สน.สำราญราษฎร์ ข้อหาทุจริตฉ้อโกงอีกด้วย
นับแต่นาทีนั้น ความร้อนก็เกิดที่ภูเขาทอง มีใบปลิวหนา 19 หน้า กล่าวหาเจ้าคุณเหนาะในเรื่องต่างๆ โดยตั้งหัวเรื่องว่า ตีแผ่ความจริง คนไร้คุณธรรม ไร้ความเป็นผู้นำ จนเป็นที่พูดกันในสังคมถึงว่าพระสงฆ์ อาชีพนักบวช ร่ำรวยเป็นพันล้าน มีรถยนต์นับ 10-20 คัน ที่คนธรรมดาสามัญยังไม่สามารถจะมีได้ ญาติพี่น้องอยู่สุข มีกิจการเป็นร้อยล้าน สร้างความสงสัยให้แก่ปวงชนชาวไทยกันทั่วไป
ในขณะที่มหาเถรสมาคม ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลพระสงฆ์ทั้งประเทศไม่สนใจแก้ปัญหาให้เป็นขาวเป็นดำ เมื่อมีการพูดถึงและร้องเรียนกันมากๆ จึงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ไม่แถลงผลสอบให้คนหายสงสัย
เรื่องจึงเพิ่มความรุนแรงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะข่าวเปิดโปงทางโซเชียลมีเดีย ช่วยกระพือเรื่องต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในที่สุดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สั่งพระพรหมสุธี ให้คืนตำแหน่งหน้าที่ในการดูแลภูเขาทอง ให้แก่เจ้าคุณพรหมสิทธิและคณะ
เท่านั้นยังไม่พอ มหาเถรสมาคมยังมีมติคืนตำแหน่งหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อโสธร 7 รูป พร้อมนิตยภัตร ที่เจ้าคุณเหนาะในฐานะรักษาการเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อโสธร และเจ้าคณะภาค 12 สั่งพักในอดีต
เรื่องน่าจะจบแบบสมานฉันท์ ปรองดองกันออย่างดี โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เข้ามาดำเนินการเอง แต่ปรากฏว่ายังมีคณะบุคคลข้องใจ ร้องทั้ง สตง. และDSI ให้สอบเงินที่รัฐบาลอุดหนุน งานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) จำนวน 67 ล้านบาท นั้นว่าใช้ไปโปร่งใส ถูกต้องตามวินัยการเงินหรือไม่
เมื่อ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) ส่งเจ้าหน้าที่ไปขอตรวจสอบเงินหลวง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าอาวาสวัดสระเกศ สตง. จึงทำหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ให้สั่งการให้วัดสระเกศให้ความร่วมมือ
นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวตอนหนึ่งว่าว่า “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เห็นว่าทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ได้มีหนังสือแจ้งรายงานถึงความผิดปกติของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) จำนวน 67 ล้านบาทมาอย่างต่อเนื่อง จำนวน 3 ฉบับ โดยฉบับสุดท้าย คือ วันที่ 8 มกราคม 2558 ซึ่งสตง.ได้มารายงานทางลับโดยตรงกับผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งผมก็อยู่ด้วยในเหตุการณ์ดังกล่าว และเนื่องจากเป็นเรื่องลับที่สตง.มารายงานต่อหลวงพ่อ ผมก็ต้องออกมาจากห้องของท่านด้วย ดังนั้น เรื่องการปลดพระพรหมสุธี จึงมีสาเหตุหลักมาจากตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน จำนวน 67 ล้านบาทของสตง.”ผอ.พศ.กล่าว
พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ให้สัมภาษณ์ สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งสรุปว่าเจ้าอาวาสใช้เงินอุดหนุน 67 ล้านบาทอย่างมีพิรุธ ขาดวินัยทางการเงิน และไม่มีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้
สำหรับงบประมาณ 67 ล้านบาทที่รัฐบาลให้มาเป็นเงินอุดหนุนในงานพระราชทานเพลงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2557 ผู้รับเงินไปต้องใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่เมื่อ สตง. ไปตรวจสอบกลับพบข้อพิรุธ เช่น เงิน 11 ล้านบาทที่เหลือบอกว่าจะใช้จ่ายเพื่อสร้างโต๊ะหมู่บูชา ให้วัดต่างๆ ตามที่มีรายชื่อ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบโต๊ะหมู่บูชาที่ในวัดต่างๆที่อ้างปรากฎว่ามีชื่อผู้บริจาค หรือมีเจ้าภาพเป็นส่วนมาก
ส่วนเงินอีก 15 ล้านบาท บอกว่าตั้งไว้เพื่อเผยแพร่พระไตรปิฏก ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่รัฐอุดหนุนเพื่องานพระราชทานเพลิงศพ และเงินจำนวนนี้ยังไปฝากไว้ที่กองทุนพระไตรปิฎก สำนักงานพระพุทธศาสนา โดยกองทุนฯไม่ได้ลงรับว่าเป็นรายได้ และยังไม่ได้ใช้ หากทางวัดไปขอแล้วส่งคืนหลวงจะถูกต้องกว่า งบก้อนใหญ่ 41 ล้านบาท แต่ใช้จ่ายเป็นเรื่องปลีกย่อย เช่นซื้อย่าม ตาลปัตร ถวายพระ และค่าแรงคนช่วยงาน แต่ที่น่าสงสัยคืองบ 7 ล้านบาท ใน 41 ล้านบาทนั้นเป็นค่าทำปกพระไตรปิฏก
ผู้ว่า สตง.ตั้งข้อสังเกตว่าเงินที่ประชาชนบริจาคในงานศพนั้นมีประมาณ 50-60 ล้านบาท ซึ่ง สตง. ไม่มีสิทธิไปตรวจสอบก็จริง แต่อยากขอความร่วมมือให้ สตง. ดูได้ไหมว่าใช้อย่างไร
ผู้ว่าสตง. มีความเห็นว่า ทางวัดน่าจะนำเงินที่ประชาชนบริจาค จัดหาของต่างๆ ถวายในงานพระราชทานเพลิงศพตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคก่อน ขาดเหลืออย่างไรจึงมาใช้เงินอุดหนุนของรัฐ จึงจะเป็นกุศล
เรื่องนี้พอสรุปได้ว่า เจ้าคุณเหนาะ ตาย(จากตำแหน่ง) เพราะการเงิน ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์เมื่อเห็นเงินตกที่ทุ่งนาของชาวนาคนหนึ่งว่า เงินทอง คืออสรพิษ







