
เขียนแก้​ขัดแย้ง​ เสี่ยงสะเทือนเสรีภาพ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเริ่มต้นพิจารณารายละเอียดเป็นรายมาตรา
ทว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าหลายต่อหลายประเด็นที่มีความพยายามจะเข้าไปแก้ไขปัญหาในอดีตจากรากเหง้าความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคม จนนำบ้านเมืองมาสู่ทางตันรอบนี้ ตั้งเค้าจะกลายเป็นต้นตอของปัญหาใหม่ในอนาคตได้อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ
เริ่มตั้งแต่หมวดประชาชน ส่วนความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง มาตรา 1 ประชาชนชาวไทยในฐานะที่เป็นพลเมืองต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เคารพหลักความเสมอภาค ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ที่ค่านิยมที่ดี มีวินัย ตระหนักในหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม รู้รักสามัคคี มีความเพียร และพึ่งตนเอง
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่วรรคสอง ที่ระบุว่า “พลเมืองต้องไม่กระทำการที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติ
หรือศาสนา หรือไม่ยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เป็นปฏิปักษ์ หรือใช้ความรุนแรงระหว่างกัน”
แม้จะเป็นความตั้งใจดีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่การจะวินิจฉัยว่าการกระทำใดที่เข้าข่ายบ้าง ที่เข้าข่ายทำให้เกิดความเกลียดชัง หรือยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เป็นปฏิปักษ์ ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัว ว่าจะใช้หลักอะไรมาชี้วัด หรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้ชี้ขาด เพราะแต่ละประเด็นนั้นค่อนข้างกว้างและอาจกระทบ “สิทธิเสรีภาพ” หรืออาจจะถูกนำไปกลั่นแกล้งทางการเมืองในอนาคต
อีกมาตราที่อาจมีปัญหา คือมาตรา 14 ซึ่งระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนโดยการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”
แม้จะดูเหมือนเปิดกว้างให้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่ แต่ในวรรคสองของมาตราดังกล่าวกลับเขียนล็อกไว้อีกชั้นหนึ่งว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน”
ในแง่ความมั่นคงของรัฐเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้ แต่ประเด็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจ หรือสุขภาพของประชาชน ยังเปิดให้สามารถตีความกันได้กว้างเสียจนเป็นห่วงกันว่าจะเป็น “ช่องโหว่” ให้เข้ามาจำกัดสิทธิการแสดงออกได้ง่าย
หรือแม้แต่ประเด็นเรื่องป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน ที่มีที่มาจากปัญหาในอดีตกับการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดการเกลียดชัง หรือเฮทสปีช ที่ถือเป็นข้อดีแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา แต่อีกด้านหนึ่งอาจถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นปิดกั้นการแสดงความเห็นได้
อย่างไรก็ตาม จากที่ปรากฏเบื้องต้นเวลานี้ยังเป็นเพียงแค่บางส่วนบางตอนของร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีอีกหลายมาตราที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมทั้งยังมีอีกหลายขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้แก้ไขในรายละเอียดได้หลายขั้นตอน
แต่ประเด็นเวลานี้ที่ต้องระมัดระวังคือการ “หวังดี” หากทางแก้ไขปัญหาในอดีต แต่อาจจะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอันเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย จนอาจเป็นการเดินถอยหลังเข้าคลอง
โดยเฉพาะหากมัวแต่พะวงอยู่กับการสกัดกั้นความขัดแย้งที่ “ปลายเหตุ” ทั้งตีกรอบ ล็อกการเคลื่อนไหวที่ล่อแหลมต่างๆ โดยปล่อยปละไม่แก้ไขต้นตอของความขัดแย้งอย่างเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” และ “ไม่เป็นธรรม”
นอกจากจะไม่ช่วยคลี่คลายปัญหาเก่าได้แล้ว ยังอาจซ้ำเติมให้ปัญหาหนักข้อยิ่งขึ้น และจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่การไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญในที่สุด







