
การสร้างความปรองดอง
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่เข้ามาอยู่ในกระบวนความคิดของคนไทยแล้ว การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งที่อยู่ในความสนใจไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่การที่จะปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้บรรลุตามความคาดหวังของสังคมไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความไมตรี เอื้ออาทร และพูดคุยกันของชนในชาติฉันพี่น้องให้เกิดขึ้นได้เสียก่อน นั่นคือ การเริ่มต้นใหม่ของกระบวนการสร้างความปรองดอง
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่เข้ามาอยู่ในกระบวนความคิดของคนไทยแล้ว การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งที่อยู่ในความสนใจไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่การที่จะปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้บรรลุตามความคาดหวังของสังคมไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความไมตรี เอื้ออาทร และพูดคุยกันของชนในชาติฉันพี่น้องให้เกิดขึ้นได้เสียก่อน นั่นคือ การเริ่มต้นใหม่ของกระบวนการสร้างความปรองดอง
แต่สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมาและยังคงดำรงอยู่นี้ มีฐานความขัดแย้งอยู่ในหลายระดับ ทั้งในระดับบุคคล ระดับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และระดับโครงสร้างที่สืบเนื่องมาจากบทกฎหมายและนโยบายสาธารณะ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐและประชาชน
แต่เมื่อเจาะลึกลงไปหาสาเหตุของความขัดแย้งที่นำพาสังคมไทยมาสู่จุดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงตั้งแต่ พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน พบว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากความต้องการแสวงหาอำนาจทางการเมือง รวมทั้งแนวคิดและการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน
เมื่อประกอบกับความพยายามลดอำนาจกลไกในการตรวจสอบ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในผลกระทบจากการดำเนินนโยบาย ละเลยการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบายของประชาชนจากผู้ที่ควบคุมอำนาจการเมืองด้วยแล้ว ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างประชาชน
เพื่อสมานรอยร้าวที่ได้หยั่งลึกที่มิใช่เกิดขึ้นในระบบการเมืองเท่านั้น แต่เข้าไปสู่ในระดับของสังคมวัฒนธรรม ในชุมชน และขยายเข้าสู่สถาบันครอบครัว จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องแสวงหาแนวทางในการอยู่ร่วมกัน บนความแตกต่างทางความคิด เพื่อให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว
ในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในสังคมไทย จำเป็นต้องอาศัยทั้งเวลาและการดำเนินการที่มีหลักการ แบบแผนกระบวนการ และกลไกในการขับเคลื่อน ที่จะช่วยให้เกิดการมองอย่างแยกแยะ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา การแสวงหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวและเกิดขึ้นซ้ำ ด้วยมาตรการทางกฎหมายและนโยบายสาธารณะ
ทั้งนี้ ยังต้องอาศัยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิรูปปรับเปลี่ยนในเชิงกรอบคิดและเชิงโครงสร้างที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสมดุลในมิติของการเมือง เศรษฐกิจและสังคม สร้างวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานของความมั่นคงของมนุษย์และหลักของนิติรัฐ นิติธรรม
ส่งเสริมคุณค่าของสังคมพหุวัฒนธรรม ที่คนในสังคมเคารพและอยู่ร่วมกันได้ แม้มีความคิดเห็นและการให้คุณค่าในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคม และสัมพันธ์กันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันได้ มีสำนึกรับผิดชอบผลจากการกระทำของตน ไม่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ และตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีของผู้อื่น
กรอบแนวคิดในกระบวนการสร้างความปรองดอง
ในหลักการสากลมักเริ่มต้นจากการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยจะเป็นเจรจากันเองระหว่างคู่ความขัดแย้งหรือมีคนกลางเข้ามาดำเนินการให้ หรือการใช้อนุญาโตตุลาการหรือการฟ้องร้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล หรือการใช้กระบวนการนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย
กระบวนการและเครื่องมือในการสร้างความปรองดองในชาติและสังคมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เกิดความไว้วางใจกัน จะอาศัยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผสมผสานกันหลายวิธี เช่น การเยียวยาทางจิตใจ (Healing) กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) การเล่าความจริง (Truth-telling) และการชดเชย (Reparation)
ในหลายประเทศที่ประสบปัญหาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยืดเยื้อ ได้นำกระบวนการของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) มาใช้ในการสร้างความปรองดองในระดับชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอคติความเกลียดชัง สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ที่มีความขัดแย้งรุนแรง ให้ฟื้นคืนความสัมพันธ์ ในระดับที่สามารถกำหนดอนาคตร่วมกันได้ต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเป็นหลัก
ในทางสากล ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านครอบคลุมถึงวิธีการ ดังต่อไปนี้ (สถาบันพระปกเกล้า, 2555)
1) การค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อการรับรู้ คลี่คลายสาเหตุปมปัญหา
2) การยอมรับ ขออภัย และแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำผิด
3) การนิรโทษกรรม (Amnesty) และการให้อภัย โดยมีข้อยกเว้นมิให้การนิรโทษกรรมกับผู้กระทำความผิดในกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับของอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการล้างเผ่าพันธุ์
4) การเยียวยาและชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง
5) การปฏิรูป หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งสรรอำนาจทางการเมืองให้เกิดดุลยภาพในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อป้องกันการก่อเกิดขึ้นซ้ำของความขัดแย้ง







