posttoday
ปปช.ขอสนช.ยึดหลักให้ดี 'นิคม-ขุนค้อน'ปฏิเสธทุกข้อหา

ปปช.ขอสนช.ยึดหลักให้ดี 'นิคม-ขุนค้อน'ปฏิเสธทุกข้อหา

16 มกราคม 2558

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองครั้งสำคัญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองครั้งสำคัญ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.ได้ซักถาม “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภาและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีการถอดถอนจากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบ

ตลอดการประชุมตลอด 6 ชั่วโมง คณะกรรมาธิการซักถามของ สนช.ได้ไล่อ่านคำถามที่สมาชิก สนช.ฝากถามผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคนรวม 13 คำถาม แบ่งเป็น “นิคม” 7 ข้อ “สมศักดิ์” 6 ข้อ ทั้งนี้ ปรากฏว่าสมาชิก สนช.ที่ยื่นคำถามส่วนใหญ่จะเป็นของอดีต สว.สรรหา เช่น “สมชาย แสวงการ” “เจตน์ ศิรธรานนท์” “ธานี อ่อนละเอียด” “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” เป็นต้น

สำหรับสาระสำคัญของคำถามที่ สนช.ถามอดีตประธานวุฒิสภาจะอยู่ในข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากกรณีที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เปิดช่องให้อดีต สว.เลือกตั้งที่กำลังหมดวาระลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก

ในเรื่องนี้ “นิคม” ยืนยันว่า "คนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน เพราะเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนที่จะได้เลือกตัวแทนของตัวเองเข้ามาในสภา ส่วนผมจะลงเลือกตั้งหรือไม่ไม่มีใครรู้และก็ไม่มีทางรู้ว่า ถ้าลงสมัครแล้วจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือไม่ ที่ผ่านมาคนที่เคยเป็นแล้วและลงอีกจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นอีกเพียง 30% ที่สำคัญไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงสมัครได้ทันกับวาระที่กำลังจะหมดลงในขณะนั้น เพราะมีขั้นตอนในการทูลเกล้าฯ ถวายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านรัฐสภา รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมาย กกต.ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่”

"มาบอกผมว่ามีประโยชน์ทับซ้อน ความจริงแล้วคนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในนั้นมีสมาชิก สนช.ที่เป็นอดีต สว.มาก่อน อย่างนี้สิครับถึงเป็นประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านกำลังรักษาสถานภาพของความเป็น สว.สรรหาเอาไว้ เพราะท่านรู้ว่าปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไป ท่านจะหมดสถานะ ท่านต้องมาลงเลือกตั้ง" อดีตประธานวุฒิสภา กล่าว

ส่วน “สมศักดิ์” ถูกถามหนักในเรื่องการสลับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นโดย “อุดมเดช รัตนเสถียร” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ในขณะนั้นก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 รวมไปถึงการใช้สถานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติไปร่วมแถลงกับ สส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

อดีตประธานรัฐสภา อธิบายว่า การแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายหลังจากมีการยื่นเข้าสู่สารบบก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาถือเป็นเรื่องปกติที่สภาดำเนินการมาจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกครั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ประกอบกับเวลานั้นได้เชิญผู้อำนวยสำนักการประชุมมาให้ความเห็น ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และหลังจากบรรจุระเบียบวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาแล้วปรากฏว่าไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดทักท้วงเรื่องนี้

"ผมเคารพทุกองค์กรทั้งสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ที่ผมไปแถลงไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยผิดในข้อกฎหมาย และสรุปคือผมไม่มีอะไรผิด ต่อให้ผิดก็ไม่มีเจตนาและไม่เข้าข่ายถูกถอดถอนแน่นอน กรณีเอกสารปลอมไม่มีเจตนาแน่นอน ถ้าผิดและติดคุกก็ติดคุกกันหมด ถ้าสภาแห่งนี้ให้ความเป็นธรรมไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนอีกแล้ว และมั่นใจว่าผมจะได้รับความเป็นธรรม" อดีตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติทิ้งท้าย

ขณะที่คำถามของ สนช.ที่มีต่อ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งในคดีนิคมและสมศักดิ์มีทั้งสิ้น 17 คำถาม โดยจะเน้นใน 2 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย 1.ความชอบด้วยกฎหมายของการถอดถอนภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว และ 2.คิดว่าการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่

วิชา แจกแจงว่า แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศให้กฎหมาย ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบกับวุฒิสภาเคยมีมติก่อนหน้านี้ว่าสามารถพิจารณาถอดถอนบุคคลที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วได้ ทำให้ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนให้เสร็จสิ้นกระบวนการ

"ป.ป.ช.เล็งเห็นถึงการปรองดองในชาติเป็นสำคัญ แต่หลักเรื่องการปรองดองจะต้องไม่ลืมหลักสำคัญอีกหลักคือ หลักนิติรัฐนิติธรรมจะต้องยึดตามกฎหมาย เมื่อต้นทางดำเนินการมาโดยอาศัยกฎหมายแล้วจะบอกให้ ป.ป.ช.มายุติเรื่องนี้ด้วยการอ้างจะขัดกับการสร้างความปรองดองไม่ได้ แบบนั้นเรียกว่าเป็นหลักอำเภอใจ ส่วนจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนก็ถือเป็นดุลพินิจของสมาชิก สนช.ที่ต้องคงไว้ ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต ผมมีความหวังสภาแห่งนี้ที่จะแยกระหว่างความปรองดองและหลักนิติรัฐและนิติธรรม” กรรมการ ป.ป.ช. กล่าว

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.แจ้งกลางที่ประชุมสนช.ว่าอดีตประธานวุฒิสภาและ ป.ป.ช.จะแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อ สนช.ในวันที่ 21 ม.ค. ส่วนอดีตประธานรัฐสภาไม่ได้ยื่นขอแถลงปิดคดีด้วยวาจาพร้อมกับนัดวันลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ในวันที่ 23 ม.ค.ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท