posttoday
แนะเพิ่มโทษปราบโกง ถกตั้งตัวแทนคุณธรรม23ม.ค.

แนะเพิ่มโทษปราบโกง ถกตั้งตัวแทนคุณธรรม23ม.ค.

16 มกราคม 2558

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) กล่าวว่า สาเหตุที่ทางรัฐบาลเตรียมยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเดิมมีจุดอ่อนหลายจุด

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) กล่าวว่า สาเหตุที่ทางรัฐบาลเตรียมยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเดิมมีจุดอ่อนหลายจุด

เช่น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดช่องให้ทางหน่วยงานรัฐต้นสังกัดที่กำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐตั้งราคากลาง โดยเป็นการตั้งราคากลางที่เกิดมูลค่าเหลื่อมต้นทุนและกำไรของโครงการนั้นๆ อย่างน้อย 10% ซึ่งเงินเหลื่อมดังกล่าวกลายเป็นเงินทอน หรือสินบนแก่นักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูง

ตัวอย่างเช่น โครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐต้นสังกัดสามารถตั้งราคากลาง โดยมีส่วนต่างเกินได้ประมาณ 10% ของมูลค่าราคากลางจริง ดังนั้นเมื่อมีการประมูลโครงการจึงตั้งราคากลางเป็น 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันในการคิดคำนวณต้นทุนและกำไรในราคากลางที่แท้จริง ยังเหลือต้นทุนและกำไรอีกจำนวนมาก ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการ จะได้เงินทอนจากมูลค่าโครงการนั้นไปทันทีจากส่วนต่างอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท

สังศิต กล่าวว่า อีกจุดอ่อน คือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม กระบวนการและขั้นตอนการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายฮั้วประมูลล่าช้าอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการ จึงใช้เวลาในการตรวจสอบยาวนาน

จนคดีคั่งค้างในชั้นสืบสวนสอบสวน จนในที่สุดผู้กระทำผิดเกษียณอายุราชการ หรือคดีหมดอายุความ ดังนั้นในร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะกำหนดกลไกกระบวนการดำเนินการที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี จนถึงระดับล่าง

“กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดโทษให้ชัดเจนว่าถ้าระดับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง เพียงมีหลักฐานหรือเชื่อได้ว่าทุจริต ย่อมต้องถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะยิ่งนักธุรกิจด้วยแล้ว หากกระทำผิดจริงจะต้องถูกตัดสิทธิและขึ้นบัญชีดำ ไม่ให้เข้าประมูลโครงการรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ” สังศิต กล่าว

ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะกำหนดให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำข้อตกลงคุณธรรม เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า การจัดซื้อจัดจ้างทั้งในชั้นประมูลหรือชนะประมูลโครงการไปแล้ว จะไม่มีการฮั้วซ่อนเร้นอีก โดยเฉพาะในขั้นการก่อสร้างบริษัทเอกชนต้องโปร่งใส ภาครัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีได้ เช่น งบประมาณในการใช้วัสดุก่อสร้างเป็นไปตามสเปกที่กำหนดไว้หรือไม่

“ข้อตกลงคุณธรรมเป็นเสมือนการประกาศให้สังคมไทยและต่างประเทศรับรู้ว่า โครงการนี้รัฐบาลเอาจริงไม่ยอมให้เกิดการทุจริต คือ โครงการรถเมล์ และโครงการรถไฟฟ้า กระบวนการโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพราะยิ่งต่อไปในอนาคตรัฐบาลต้องเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ มีบริษัทหรือนักลงทุนต่างประเทศจะเข้ามาร่วมด้วย ย่อมต้องสร้างความมั่นใจศรัทธาแก่นักลงทุน” สังศิต กล่าว

วิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะรองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นอยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้สังเกตการณ์ที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนพิจารณาโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อร่วมกันตรวจสอบการดำเนินการโครงการต่างๆ ซึ่งตั้งเป้าจะมีให้ได้ครบ 100 คน จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 40 คน โดยจะมาจากหลายวิชาชีพที่สำคัญ เช่น วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี อดีตข้าราชการระดับสูง ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับ

นิกร สุศิริวัฒนนนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการดำเนินงานเรื่องสัญญาคุณธรรม ว่า ในวันที่ 23 ม.ค.นี้ คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่น ส.อ.ท.เตรียมหารือกันถึงประเด็นการพิจารณาเพื่อส่งผู้แทนในสาขาต่างๆ ร่วมดำเนินงาน โดยเบื้องต้น ส.อ.ท.จะตั้งทีมผู้แทนขึ้นมา โดยผู้แทนจะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ โดยอาจจะคัดสรรจากตัวแทนในสาขาวิชาความรู้ที่แตกต่างกัน เช่น ด้านวิศวกรรม ด้านไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค ด้านกฎหมาย เพื่อช่วยให้เกิดความรู้ที่หลากหลายในกระบวนการตรวจสอบการทำงานร่วมกับรัฐ และหลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะส่งเรื่องต่อไปยังกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กส.) ต่อไป

เกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยกลไกหลัก 3 ด้าน คือ ภาคเอกชน ข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมือง ที่ต้องร่วมมือกันในการทำงานอย่างโปร่งใส ภาคเอกชนต้องไม่เสนอแนวทางที่เปิดช่องในการทุจริตให้ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ส่วนข้าราชการก็ควรทำงานอย่างสุจริต ไม่คิดเข้ามาถอนทุนในหน่วยงานรัฐ ก็จะก่อให้เกิดการแข่งขัน ที่เป็นธรรมและเกิดการพัฒนาที่แท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท