
กมธ.ยกร่างรธน.เปิดช่องขยายการควบคุมชุมนุมสาธารณะ
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบมาตราชุมนุมที่สาธารณะ เพิ่มถ้อยคำจากรธน.50 ขยายเหตุผลในการควบคุมการชุมนุมมากขึ้น
กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบมาตราชุมนุมที่สาธารณะ เพิ่มถ้อยคำจากรธน.50 ขยายเหตุผลในการควบคุมการชุมนุมมากขึ้น
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านความเห็นรัฐธรรมนูญในรายมาตรา ว่าด้วยส่วนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ โดยมีรายละเอียดว่า “พลเมืองย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมในที่สาธารณะ และเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความปลอดภัยด้านการสาธารณสุข หรือการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”
ทั้งนี้ในมาตรา 63 ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้บัญญัติข้อจำกัดเพียงแค่ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนในการใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำดังกล่าวจึงเป็นการขยายการกำหนดข้อห้ามในกฎหมายมากขึ้น จากเดิมจำกัดเฉพาะการรบกวนความสะดวกของประชาชน และในกรณีสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติเท่านั้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2557 โดยการแถลงข่าวของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ครม. ได้เห็นชอบในหลักการ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สนช.) ได้เสนอต่อที่ประชุม ครม. เกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ... โดยมีสาระสำคัญได้แก่
1.กำหนดให้ผู้ชุมนุม มีหน้าที่แจ้งวัน เวลา และสถานที่ที่จะชุมนุมต่อหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่
2.กำหนดขอบเขตการจัดการกับสถานที่ชุมนุมและผู้ชุมนุมให้อย่างชัดเจน
3.กำหนดด้วยว่าสถานที่ที่ต้องห้ามการชุมนุมมีที่ไหนบ้าง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการ ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งสาธารณะ เป็นต้น
4.การจัดปราศรัยและกิจกรรมในระหว่าง 22.00 น. - 06.00 น. และการเดินขบวน หรือการเคลื่อนย้ายในเวลากลางคืน จะไม่สามารถทำได้
5.ผู้ชุมนุมจะต้องแจ้งวัน เวลาต่อหัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบท้องที่นั้นๆ ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังกำหนดโทษในกรณีต่างๆ ถ้าผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทราบว่า จะมีการจัดการชุมนุม จะมีโทษจำและปรับ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้จัดการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ว่านี้ จะมีโทษจำคุก 2 - 10 ปี ปรับตั้งแต่ 4 หมื่น - 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในขณะเดียวกันผู้ชุมนุมที่ร่วมชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ โดยที่เจ้าหน้าที่ขอให้ออกจากการชุมนุมก็ไม่ยินยอมออกตามประกาศ ก็ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นหรือ ทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตามร่าง พรบ.ฉบับนี้ยังไม่มีการบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของ สนช. แต่อยู่ในแผนการผลักดันกฎหมายของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2558 นี้
ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำกฎหมายอื่นๆ มาเทียบเคียงเพื่อควบคุมการชุมนุม อาทิ กฎหมายจราจร กฎหมายการใช้เครื่องขยายเสียง กฎหมายการรักษาความสะอาด เป็นต้น
นอกจากนี้ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา กมธ.ยกร่างยังได้เพิ่มเติมคำว่า “กลุ่มการเมือง” เข้าไปอยู่ในมาตราที่ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิชย์ โฆษก กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยว่าเป็นการรับรองกลุ่มการเมืองให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลในอนาคต สำหรับผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันที่จะรวมตัวดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ตลอดจนส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบอิสระไม่สังกัดพรรค โดยไม่ต้องการหรือยังไม่พร้อมที่จะตั้งเป็นพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองจะมีกฎเกณฑ์การจัดตั้งที่ซับซ้อนกว่า
ทั้งนี้เมื่อกลุ่มการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลทางกฎหมาย ก็แสดงว่าต้องมีกลุ่มผู้บริหารหรือแกนนำที่รับผิดชอบทางกฎหมายที่ชัดเจน มาตรานี้จึงเป็นอีกมาตราหนึ่งที่จะไปสอดรับกับ พรบ.การชุมนุมในที่สาธารณะ เนื่องจากต้องเป็นผู้รับผิดชอบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐล่วงหน้าหากจะจัดการชุมนุม และเป็นผู้รับผิดชอบหากการชุมนุมไม่เป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองโดยสงบและปราศจากอาวุธ







