posttoday
สนช.ซักฟอก "นิคม-ปปช." ข้องใจจริยธรรมอดีตปธ.วฺุฒิฯ

สนช.ซักฟอก "นิคม-ปปช." ข้องใจจริยธรรมอดีตปธ.วฺุฒิฯ

15 มกราคม 2558

สนช.ซักฟอก "นิคม-ปปช." ข้องใจจริยธรรมอดีตปธ.วุฒิสภา "วิชา" วอนแยกถอดถอนออกจากการปรองดอง "นิคม" ยันทำหน้าที่สุจริตไร้ประโยชน์ทับซ้อน

สนช.ซักฟอก "นิคม-ปปช." ข้องใจจริยธรรมอดีตปธ.วุฒิสภา "วิชา" วอนแยกถอดถอนออกจากการปรองดอง "นิคม" ยันทำหน้าที่สุจริตไร้ประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันที่ 15 ม.ค.เวลา 10.30น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดประชุมสนช.เพื่อพิจารณาข้อซักถามนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ผู้ถูกกล่าวหา และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหาในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.โดยมิชอบ

นายพรเพชร แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในสัปดาห์หน้าวันที่ 21 ม.ค.จะนัดประชุมสนช.เพื่อพิจารณากำหนดกกระบวนการถอดถอนอดีตสว.จำนวน 38 คนในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.และให้นายนิคม นายสมศักดิ์ และป.ป.ช.แถลงปิดคดี จากนั้นในวันที่ 22 ม.ค.จะให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และป.ป.ช.แถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ก่อนที่ในวันที่ 23 ม.ค.จะนัดประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะลงมติถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในทั้งสองคดีหรือไม่ต่อไป

ต่อมา พล.อ.มารุต  ปัชโชตะสิงห์ สมาชิกสนช.ในฐานประธานคณะกรรมาธิการรวบรวมประเด็นซักถามในคดีนายนิคม แจ้งว่ามีคำถามที่สมาชิกสนช.ส่งมาทั้งสิ้นจำนวน 33 คำถาม แบ่งเป็น คำถามที่ถามป.ป.ช. 17 คำถาม และ นายนิคม 7คำถาม โดยคณะกมธ.ได้มีความเห็นให้จัดกลุ่มของคำถาม ทำให้เหลือคำถามที่จะถามป.ป.ช.จำนวน 8 คำถาม และ นายนิคม 7 คำถาม

จากนั้นคณะกรรมาธิการซักถามได้ทยอยตั้งคำถามโดยเริ่มถามป.ป.ช.ในหลายประเด็น เช่น ทำไมป.ป.ช.ถึงยังส่งเรื่องการถอดถอนมาให้สนช.อีกทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว การกระทำของนายนิคม ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ และคิดว่าการพิจารณาคดีถอดถอนจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศหรือไม่ เป็นต้น

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.ชี้แจงโดยสังเขปว่า การพิจารณาคดีของป.ป.ช.ได้มีการกล่าวหานายนิคมว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ป.ป.ช.สืบเนื่องมาจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของอดีตประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายวิชา กล่าวว่า ต่อมาเกิดการรัฐประหารและได้มีประกาศรองรับว่ากฎหมายของป.ป.ช.ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่อง แม้รัฐธรรมนูญ2550จะไม่มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม ประกอบกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความเห็นแล้วเมื่อปี 2557ในคดีเกี่ยวกับการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินว่าแม้

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จะออกประกาศให้รัฐธรรมนูญ2550 สิ้นสุดลง แต่ให้องค์กรอิสระและศาลยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป พร้อมกับออกประกาศให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีผลต่อไป ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะถูกยกเลิกก็ไม่ได้ทำให้การทำหน้าที่ของป.ป.ช.สิ้นสุดไป

นายวิชา ชี้แจงอีกว่า ในสำนวนที่ป.ป.ช.ส่งมายังสนช.เป็นเรื่องการไต่สวนในกระบวนการถอดถอนไม่ใช่กระบวนทางอาญา ซึ่งป.ป.ช.ได้แยกกระบวนการไต่สวนทางอาญาออกมาจากการกระบวนการถอดถอน โดยกระบวนการทางอาญาจะต้องพิจารณาเจตนาของนายนิคมด้วยว่ามีความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 123/1 หรือไม่ คือ มีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันก่อให้ความเสียหาย หรือเจตนาว่าจะกระทำการประพฤติต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ โดยขณะนี้ป.ป.ช.กำลังไต่สวนอยู่ และจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่าการดำเนินการกระบวนการถอดถอน 

“ส่วนการถอดถอนจะกระทบต่อการปรองดองและการปฏิรูปหรือไม่นั้นผมกราบเรียนว่าในการดำเนินคดีและส่งเรื่องมายังสนช. ทางป.ป.ช.เล็งเห็นถึงการปรองดองในชาติเป็นสำคัญ แต่หลักเรื่องการปรองดองจะต้องไม่ลืมหลักสำคัญอีกหลัก คือ หลักนิติรัฐนิติธรรม จะต้องยึดตามกฎหมาย เมื่อต้นทางดำเนินการมาโดยอาศัยกฎหมายแล้วจะบอกให้ป.ป.ช.มายุติเรื่องนี้ด้วยการอ้างจะขัดกับการสร้างความปรองดองไม่ได้ เพราะแบบนั้นเรียกว่าเป็นหลักอำเภอใจ ธงนำของการไต่สวนของป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไปให้สุดทาง ส่วนจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนก็ถือเป็นดุลพินิจของสมาชิกสนช.ทุกท่าน ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่ต้องคงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต ผมมีความหวังสภาแห่งนี้ที่จะแยกระหว่างความปรองดองและหลักนิติรัฐและนิติธรรม”นายวิชา กล่าว

จากนั้นเป็นกระบวนการซักถามนายนิคม โดยคณะกรรมาธิการซักถามได้ตั้งคำถามจำนวน 7 ข้อ อาทินายนิคมจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.หรือไม่ผ่านการได้มีโอกาสลงเลือกตั้งสว.อีกครั้ง เหตุใดถึงต้องสั่งลดจำนวนวันประชุมวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเพื่อไปประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน และในฐานะประธานการประชุมได้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีสมาชิกรัฐสภาได้เสียบบัตรลงมติแทนกันหรือไม่ เป็นต้น

นายนิคม ตอบว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่ได้ประโยชน์ คือ  การคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะประชาชนจะได้เลือกตัวแทนของท่านเข้ามา ส่วนตัวจะลงเลือกตั้งหรือไม่ไม่มีใครรู้ และก็ไม่มีทางรู้ว่าถ้าลงสมัครแล้วจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือไม่ ที่ผ่านมาคนที่เคยเป็นแล้วและลงอีกจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นอีกเพียง 30%

"ที่สำคัญไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงสมัครได้ทันกับวาระที่กำลังจะหมดลงในขณะนั้น เพราะมีขั้นตอนในการทูลเกล้าฯร่างแก้ไขที่ผ่านรัฐสภา รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายกกต. ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร ดังนั้น จะมามโนไม่ได้" นายนิคม กล่าว

นายนิคม กล่าวอีกว่า สำหรับการเสนอขอปิดอภิปรายนั้นต้องไปเป็นตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา คือ เมื่อมีผู้เสนอปิดอภิปรายและมีผู้รับรองถูกต้อง ในฐานะประธานการประชุมก็ต้องถามต่อไปว่ามีใครเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครเสนอเปิดอภิปราย จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อบังคับ ทั้งที่ในใจอยากให้มีการอภิปรายกันต่อ

“ผมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และ 237 และ 190 แต่ผมไม่ได้ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว. การที่สมาชิกรัฐสภาทักท้วงว่าผมจะไม่มีความเป็นกลาง ผมได้ยืนยันมาตลอดว่าจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย และปลายปีที่่ผ่านมาผมส่งหนังสือให้อดีตสว.ที่มาเป็นสนช.ยุติการทำหน้าที่ในเรื่องการถอดถอนเพราะเป็นคนที่ลงชื่อให้ส่งเรื่องถอดถอนไปยังป.ป.ช. แต่ปรากฏว่าถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่าหากไม่ทำหน้าจะผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”นายนิคม กล่าว

อดีตประธานวุฒิสภา ชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า การกำหนดวันประชุมรัฐสภาเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็มีการเพิ่มเวลาการประชุมสภามาตลอดหากมีเหตุจำเป็น เช่น การพิจารณาเรื่องที่ค้างอยู่ในสภาให้เสร็จสิ้น เป็นต้น ส่วนคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกรัฐสภา ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนที่ป.ป.ช.ได้กล่าวหา แต่ยอมรับว่าประธานที่ประชุมไม่ทราบว่าใครกดแทนกัน ซึ่งในทางกลับกันคนที่ทราบก็ควรนำเอาเผยแพร่และไปดำเนินการ

ทั้งนี้ สนช.ได้ใช้เวลาซักถามและรับฟังคำชี้แจงจากนายนิคมและป.ป.ช.รวมเป็นประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นสนช.ได้เข้าสู่กระบวนการซักถามป.ป.ช.และนายสมศักดิ์ ต่อไป ซึ่งปรากฏว่านายสมศักดิ์ได้เดินทางชี้แจงสนช.ด้วยตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท