
คุมสปช.ไม่อยู่ สะเทือนถึงรธน.
นับเป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นไม่บ่อยนักกับมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 130 ต่อ 79 เสียง คว่ำรายงานข้อเสนอพิจารณาศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมากเป็นผู้เสนอ
นับเป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นไม่บ่อยนักกับมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 130 ต่อ 79 เสียง คว่ำรายงานข้อเสนอพิจารณาศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมากเป็นผู้เสนอ
ตามมาด้วยกระแสชื่นชมการทำหน้าที่่ของ สปช.กับการยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
เมื่อรายงานข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน ตัดสินใจเลือกหนุนทางเลือกที่ 3 คือ การเปิดสัมปทานรอง 21 ใช้ระบบใหม่คือ “ไทยแลนด์ทรีพลัส” ส่วนอีกสองทางเลือกคือ 1.ให้เปิดสัมปทานรอบ 21 โดยใช้ระบบสัมปทาน “ไทยแลนด์ทรี” และ 2.ยกเลิกสัมปทาน 21 แล้วให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี
จากมติ สปช.รอบนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาประเด็นต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ คสช.จะเข้ามาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามชอบใจ หรือหวังจะใช้เวที สปช.เป็นใบเบิกทางสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินนโยบายต่างๆ
ย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ทั้งบนบก-ในทะเล รวม 29 แปลง โดยเปิดให้เอกชนยื่นเรื่องภายในวันที่ 18 ก.พ.นี้ ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นทางออกในการลดความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงาน
ทั้งเรื่องความจำเป็นจากแหล่งก๊าซที่พิสูจน์แล้วในไทยจะหมดในอีกไม่ถึง 7 ปี และศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมของไทยไม่สมบูรณ์มากนักหากเสนอผลประโยชน์รัฐสูงเกินไปก็จะไม่จูงใจเอกชนให้มาลงทุน สุดท้ายหากไม่มีใครมาลงทุนก็จะต้องนำก๊าซเข้ามาทั้งหมดและจะกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่กระทบประชาชนในอนาคต
ทว่า ท่าทีเร่งรีบรวบรัดของรัฐบาล คสช. ทำให้ “ภาคประชาชน” ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีผลผูกพันต่อเนื่องไปอีกนานหลายปี ควรจะพิจารณาให้รอบคอบรัดกุมกว่านี้
ที่สำคัญช่วงเวลานี้ที่กลไก “ปฏิรูป” กำลังเดินหน้าทำงาน ควรใช้จังหวะนี้ พิจารณาว่าจะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานไปทางไหน จึงควรรอให้ได้ข้อสรุปตกผลึกกันเสียก่อนถึงค่อยมาพิจารณาว่าจะเปิดให้สัมปทานรอบต่อไปหรือไม่อย่างไร
แต่เพื่อลดแรงเสียดทานจากกระแสสังคม เรื่องนี้จึงถูกผลักดันต่อมายัง สปช.หวังว่าจะได้แรงหนุนจากเวทีนี้ช่วยผลักดันเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบ 21 เพราะหากส่องดูรายชื่อกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน หลายต่อหลายคนมีแนวโน้มจะสนับสนุนเรื่องนี้สอดรับกับมติกรรมาธิการที่ออกมา
ทว่า ด้วยความที่ สปช. ซึ่งมีที่มาหลากหลายจากแต่ละภาคส่วน จึงถือเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมทิศทางเสียงในที่ประชุมให้เป็นกลุ่มก้อนหรือมีเอกภาพ การจะควบคุมทิศทางเสียงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งหากพิจารณาจากบรรยากาศในที่ประชุมก่อนลงมติ ตลอดทั้งวันมีการหยั่งเชิง ชิงความได้เปรียบให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การเสนอขอให้เลื่อนการลงมติออกไป เนื่องจากรายงานดังกล่าวเพิ่งทำเสร็จ ทำให้สมาชิกไม่มีเวลาพิจารณาได้ทัน แต่อีกส่วนเห็นว่าควรพิจารณาให้เสร็จไปเลย หลังถกเถียงกันเล็กน้อยที่ประชุมจึงได้เดินหน้าพิจารณาต่อไป
ประเด็นในที่ประชุมยังเป็นการ “งัดข้อ” ผลดีผลเสีย ก่อนมติที่ประชุมจะออกมาเหนือความคาดหมายกับการไม่เห็นด้วยของกรรมาธิการเสียงข้างมาก
แม้เสียงของที่ประชุม สปช.จะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเปิดสัมปทานรอบ 21 ด้วยระบบใหม่ “ไทยแลนด์ทรีพลัส” แต่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ ครม.จะรับฟังหรือไม่ก็ได้
อีกทั้ง สปช.ยังส่งทุกความคิดเห็นไปถึง ครม.ตั้งแต่ผลของที่ประชุมกรรมาธิการ ผลการลงมติไม่เห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ สปช. รวมไปถึงข้อเสนอของสมาชิก สปช. แต่ละคนระหว่างการอภิปราย นั่นจึงแทบไม่มีผลต่อทิศทางที่ ครม.จะเลือกพิจารณา
ล่าสุด สัญญาณจาก พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังคงเดินหน้ากระบวนการเปิดสัมปทานรอบ 21 ตามมติ ครม.เช่นเดิม พร้อมยืนยันว่าระบบสัมปทานรัฐจะไม่ได้ผลประโยชน์น้อยกว่าพีเอสซี
แน่นอนว่ามติ สปช.รอบนี้แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจของ ครม. แต่ทว่าย่อมเป็นสัญญาณที่ทำให้รัฐบาล คสช.อาจจะต้องคิดหนักมากขึ้น โดยเฉพาะหน้าที่สำคัญของ สปช.ในวันข้างหน้าอย่างการชี้ขาดรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ







