
ตัดสินใจสร้างประวัติศาสตร์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงษ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงษ์
ในวันที่ 23 ม.ค. 2558 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะต้องบันทึกไว้อีกครั้งว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งไม่ใช่สภานักการเมือง จะสามารถถอดถอนสามสหาย คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และนิคมไวยรัชพานิช ได้หรือไม่ กรณีนี้ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ไม่เพียงส่งผลกระทบทางบวกหรือลบต่อ สนช.เท่านั้นแต่จะกระทบต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.ด้วย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประชาชนค่อนข้างสับสนกับความพยายามของบางคนที่ปล่อยข่าวว่า “หากถอดถอนเท่ากับไม่ปรองดอง” ซึ่งหมายถึงว่า หากต้องการปรองดองตามนโยบายของ คสช. ก็ต้องไม่ถอดถอน บ้างก็ว่ามีการตกลงทางลับระหว่างคนสำคัญใน คสช. กับหัวหน้ากลุ่มสูญเสียอำนาจ ว่าจะไม่ก่อความวุ่นวายเดือดร้อน และให้ คสช.บริหารประเทศไปด้วยความสบายใจ โดยจะรอจนมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แลกกับการไม่เอาผิดบุคคลทั้งสาม โดยเฉพาะ ยิ่งลักษณ์
ข่าวลือก็คือข่าวลือ แต่ลือกันเป็นตุเป็นตะจนหลายคนชักจะเชื่อ สำหรับผู้เขียนเองไม่เชื่อข่าวลือดังกล่าว ด้วยเห็นว่าไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดๆ เลยที่ คสช.และรัฐบาลซึ่งถือว่าเป็น “ฝ่ายดี” จะไปตกลงกับ “ฝ่ายชั่ว”
จนถึงวันที่ 14 ม.ค. ยังไม่มีใบสั่งหรือสัญญาณอะไร ใครที่คอยก็อย่าไปรอเลย แต่ควรฟังสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี พูดในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากผิดกฎหมายก็คือผิด ตรวจสอบแล้วไม่ผิดกฎหมายก็คือจบ เพราะมีคนเสนอให้ตรวจสอบ ถ้าไม่ตรวจได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ พอ สนช.ไม่รับก็เป็นประเด็น แต่พอรับมาก็มีกระแสอีกว่ารับมาทำไมเพราะประเทศอยู่ในชั้นปรองดอง สุดท้ายต้องดูว่า มันผิดกฎหมายหรือไม่”
พล.อ.ประยุทธ์ บอกด้วยว่า “ถ้าเราจะปรองดอง เราต้องยกโทษ ยกความผิดให้ทุกคนก่อนหรือไง มันไม่ใช่ เราต้องแยกแยะให้ชัดเจน ผมขอย้ำว่าใครทำผิดก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม
เรื่องอื่นไม่ต้องมาคุยกับผม โดยเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรม อยากจะพูดอะไรก็พูดไป ผมไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น … ตนทำงานด้วยกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ใครผิดก็ว่าไปตามผิด แล้วต้องรับโทษตามกฎหมาย ถ้าท่านคิดว่าท่านถูกก็ต้องสู้ตามกระบวนการ ท่านผิดท่านก็ต้องรับโทษ ก็แค่นั้น ไม่ยาก แล้วถ้ามันไม่มีความผิด เขาจะฟ้องทำไม เพราะถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่มีคนมาหาเรื่อง ใครจะมาหาเรื่องท่าน” ...พล.อ.ประยุทธ์พูดต่อว่า
“คนเหล่านี้เป็นคนที่มีส่วนบริหารราชการแผ่นดิน คำถามคือ เขาทำผิดกติกาหรือไม่ ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ถ้ามาอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะยังมีกฎหมาย ป.ป.ช.อยู่ ดังนั้นต้องว่าไปตามกระบวนการ ตนไม่ได้ยกเลิกกฎหมาย ป.ป.ช. ตนเพียงยกเลิกรัฐธรรมนูญเท่านั้น”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ม.ค.นี้เอง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “บางครั้งพฤติกรรมกับกฎหมายก็ขัดแย้งกันอยู่ ทุกคนก็เห็นว่าบางเรื่องก็ผิด แต่กฎหมายก็ปล่อยไปได้ เพราะมีทนายต่อสู้คดี ...ผิดก็คือผิด กฎหมายว่าผิดก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ากฎหมายว่าผิดแล้วไม่ลงโทษ แต่จิตสำนึกก็ต้องรู้ว่าผิดหรือถูก สังคมต้องช่วยกันบอกว่าพฤติกรรมผิดหรือไม่” และยืนยันว่า “ไม่แทรกแซงการทำงานของ สนช. และ สปช.” (ทั้งหมดอ้างจากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์รายวัน)
พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เพียงยึดมั่นใน “หลักนิติรัฐ” ที่ประเทศต้องปกครองโดยกฎหมาย เท่านั้น แต่ยังเน้นถึงเรื่อง “จิตสำนึก” ของคนด้วย
วันนี้ผู้เขียนอ้างถึงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างมาก เพราะ ณ เวลานี้คงไม่มีใครใหญ่กว่าท่าน ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี สมาชิก สนช.ที่ยังสับสนไม่มีความคิดของตนเอง รอแต่จะฟังสัญญาณอย่างเดียว หากฟังสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดแล้ว คงหาคำตอบให้กับตัวเองได้
สมาชิก สนช.ทุกท่านล้วนเป็นคนที่มีความรู้ มีชื่อเสียงและเกียรติประวัติสูงส่งดีงาม เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาในสาขาวิชาการต่างๆ เป็นผู้ทรงคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นผู้มีวุฒิภาวะและมีปัญญาที่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว เป็น 220 คนที่ผ่านการกลั่นกรองอย่างดี จากประชากร 65 ล้านคนโดย คสช. ซึ่งถือว่าเป็นระดับสุดยอดของเมืองไทย หรือเป็นระดับ “เทพ”
เราเชื่อโดยสนิทใจว่า ในการลงมติครั้งนี้ท่านจะใช้วิจารณญาณทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภายนอก ท่านคงสามารถชั่งน้ำหนักได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด หากนึกอะไรไม่ออก ขอให้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “สติรู้ตัว ปัญญารู้คิด สุจริตจริงใจ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่” เพราะการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง
ขอให้ท่านตระหนักว่า นี่ไม่ใช่การตัดสินคดีอาญา ที่ศาลต้องการหลักฐานมัดหนาแน่น ดิ้นไม่หลุด การตัดสินทางการเมืองนั้นเพียง “ส่อว่า” กระทำผิด ก็ตัดสินใจลงโทษได้แล้ว การตัดสินใจของท่านครั้งนี้จะเป็นการกำหนดอนาคตการเมืองไทย และเป็นการสร้างบรรทัดฐานว่าด้วย “คุณธรรม จริยธรรม หลักธรรมา ภิบาล” ของนักการเมืองไทยในอนาคต
ต่อไป นักการเมืองและผู้บริหารประเทศที่ทำผิด แม้จะพ้นหน้าที่ไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ทำไปแล้วไม่ว่าสิ่งนั้นดีหรือเลวก็ตาม หากเลวก็ต้องถูกลงโทษ
การปรองดองที่ดีที่สุด คือ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน







