
ห้าม‘นายทุน’ครอบสื่อ ใช้ Hate Speech ส่อผิดกม.
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เห็นชอบบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พร้อมกับห้ามผู้ถือหุ้นเข้ามามีอิทธิพลครอบงำสื่อ โดยถ้อยคำที่เป็นการคุ้มครองสื่อมวลชนมีทั้งหมด 7 วรรค
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เห็นชอบบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พร้อมกับห้ามผู้ถือหุ้นเข้ามามีอิทธิพลครอบงำสื่อ โดยถ้อยคำที่เป็นการคุ้มครองสื่อมวลชนมีทั้งหมด 7 วรรค
เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมย่อมได้รับความคุ้มครอง
การสั่งปิดกิจการสื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้
การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นหรือแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในสื่อมวลชนจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสาม
เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง และพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อมหลายกิจการในลักษณะที่อาจจะมีผลเป็นการครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็นต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นแทน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่น หรือสิทธิอื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนมิได้ การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นโดยรัฐจะกระทำได้ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อการนั้น
ขณะที่ คำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยว่า กมธ.ได้เพิ่มแนวทางแก้ปัญหาถ้อยความที่ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน หรือ Hate Speech โดยแปลความว่า “การสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชังกันในชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ซึ่งยั่วยุให้เกิดการเลือกปฏิบัติ การเป็นปฏิปักษ์ หรือการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งการสื่อความหมายทุกวิธี โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่นิยมอยู่ในขณะนี้ อาจจะมีความผิดได้”
ทั้งนี้ ได้แยกส่วนเสรีภาพของสื่อมวลชนออกจากรัฐธรรมนูญเดิมที่เขียนรวมกับเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯ ก็ได้เพิ่มข้อห้ามในการใช้ Hate Speech ไว้เช่นเดียวกัน โดยได้จำกัดความ Hate Speech หมายถึง การพูดของกลุ่มบุคคลเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง ไม่ใช่เรื่องของบุคคลคนเดียว
อย่างไรก็ตาม มานิจ สุขสมจิตร กมธ.ยกร่างฯ ด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า เรื่อง Hate Speech ควรจะตัดออกจากส่วนของสื่อ หรือต้องนิยามไว้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพราะหากไม่ชัดเจนอาจกลายเป็นหอกทิ่มแทงสื่อ เพราะบุคคลที่ถูกตรวจสอบอาจใช้เป็นข้ออ้างฟ้องกลับเพื่อระงับไม่ให้สื่อเสนอข่าว หรือให้ประชาชนเห็นว่าไม่เป็นความจริง หรือเพื่อแก้แค้นสื่อได้







