
เศรษฐกิจฟุบ มากกว่าฟื้น
การเชิญนักธุรกิจทุกภาคส่วนมาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นการออกอาการห่วงภาวะเศรษฐกิจไทยที่แค่เริ่มเดือนแรกของปี 2558 ก็ออกสตาร์ทแบบไม่ค่อยราบรื่น
การเชิญนักธุรกิจทุกภาคส่วนมาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นการออกอาการห่วงภาวะเศรษฐกิจไทยที่แค่เริ่มเดือนแรกของปี 2558 ก็ออกสตาร์ทแบบไม่ค่อยราบรื่น
มุมมองเศรษฐกิจในขณะนี้ เริ่มมองแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเศรษฐกิจจะแย่กว่าที่ประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 3.5-4%
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะหัวเรือใหญ่คุมนโยบายเศรษฐกิจ ที่ไม่เห็นด้วยกับมุมมองของสมหมาย ภาษี รมว.คลัง พร้อมยืนยันเสียงแข็งว่าเศรษฐกิจไทยปี 2558 ไม่น่าเป็นห่วง เพราะไม่ได้ซึมๆ เงียบๆ อย่างที่หลายฝ่ายกังวล เพราะเท่าที่สอบถามจากภาคเอกชนก็ได้รับคำตอบว่าเศรษฐกิจไทยยังคึกคัก ส่วนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณก็ไม่มีปัญหา มีการเบิกจ่ายออกไปเป็นจำนวนมากแล้ว ถือว่าการเบิกจ่ายงบประมาณยังทำได้ดี
แต่สมหมายออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในอาการซึมๆ ไม่คึกคัก หรือเข้าสู่ภาวะซึมนิ่ง หรือ Stagnation ทั้งคนมีเงินและไม่มีเงิน เก็บเงินไว้กับตัวไม่กล้าใช้จ่าย คนทำธุรกิจไม่คิดจะขยายลงทุน
เหตุผลที่ รมว.คลัง ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซึมเซา เพราะมีปัจจัยลบหลายตัวฉุดดึงเศรษฐกิจไทยไว้ เช่น ราคาน้ำมันลดมากกว่าที่คิดไว้มาก ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไปด้วย ขณะเดียวกันปัจจัยต่างประเทศก็ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมีปัจจัยที่เป็นลบเช่นเดียวกับไทย
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ในส่วนของงบลงทุนวงเงิน 4.44 แสนล้านบาทนั้น พบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณเบิกจ่ายได้แค่ 10% เท่านั้น ทำให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้
และที่น่าเป็นห่วงมากก็คือการส่งออกของไทยในปีนี้ ผู้ประกอบการส่งออกเริ่มไม่มั่นใจว่าจะได้ตามเป้า 3-3.5% เนื่องจากยังไม่เห็นบรรยากาศเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
การพูดคนละครั้ง มองคนละมุมนี้ ยังเป็นแค่มุมมองที่แตกต่าง ยังไม่ถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง เพราะทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และสมหมาย ต่างเป็นคู่หูดูแลเศรษฐกิจและไม่น่าจะเกิดความขัดแย้ง เนื่องจากข้อมูลที่ใช้น่าจะมาจากฐานเดียวกัน
แต่การมองที่แตกต่างทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือฟุบกันแน่ ความสับสนและไม่เข้าใจนี่เองจะสร้างปัญหาให้กับ คสช. เพราะประชาชนต่างคาดหวังว่าหลัง คสช.เข้ามายึดอำนาจการปกครอง มีรัฐบาลชั่วคราว การเมืองภายในสงบเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น
คนกลางที่จะให้ภาพเศรษฐกิจชัดเจนคือ ภาคเอกชนที่อยู่กับข้อมูลและภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การค้า การส่งออก และการเงิน
ในมุมมองภาคเอกชนก็ยังแสดงอาการเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรง ต้องได้รับยากระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ แต่ทุกอย่างยังสะดุดอยู่ เพราะข้าราชการไม่กล้าที่จะเร่งเบิกจ่ายเพราะติดกฎระเบียบ รวมทั้งติดกับดักปัญหาคอร์รัปชั่น
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดีนัก อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้เพียง 3.5% โดยภาคเอกชนเตรียมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัว คือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในทุกส่วนให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะงบที่ค้างท่อ งบซ่อมบำรุง งบโครงการก่อสร้าง สาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ประมาณ 4%
ด้าน สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการปรับขึ้นราคาตามโครงสร้างราคาพลังงานใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยยังไม่แข็งแกร่ง และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ให้ขยายตัวได้ไม่ดีนัก
ทางด้านมุมมองนักวิชาการก็เริ่มชี้ให้เห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มเคลื่อนไหวอืด ประชาชนมีความอึดอัดกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้ยังคงทรงๆ ตัว ซึ่งหากรัฐบาลยังนิ่งเฉย ก็มีความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยจะยิ่งซึมลึกลงไปอีก
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณทรงตัวและยังซึมตัวอยู่ ปัญหาค่าครองชีพยังสูง ประชาชนมีรายได้น้อย ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาสำคัญส่งผลให้เศรษฐกิจไม่คึกคัก ดังนั้นภาครัฐจึงควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบโดยเร่งด่วน
ในขณะที่ สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.คลัง ออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไทยซึมไม่คึกคักนั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แถมเป็นเรื่องดีที่ยอมรับความจริงและเห็นปัญหา จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข อีกทั้งนายกรัฐมนตรีมีการเชิญผู้บริหาร
ภาคเอกชนเข้าหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้น ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ดี
ที่ผ่านมีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนหลายครั้ง แต่ในเชิงการปฏิบัติยังไม่มีอะไรชัดเจนมากนั้น ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เคยประชุมร่วมกันมาแล้วทำให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน
รัฐบาลควรที่จะเร่งผลักดันสร้างพระเอกของเศรษฐกิจ ซึ่งตนเองว่าพระเอกเศรษฐกิจไทย 3 ตัว คือ อาหาร การท่องเที่ยว และสุขภาพ จะเป็นตัวที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้
จากสมมติฐานที่ทุกสำนักเศรษฐกิจใช้ในการคาดการณ์จะเห็นว่าทุกแห่งมองปัจจัยดีของเศรษฐกิจปีนี้จากการลงทุนภาครัฐ ที่จะมาสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนลงทุนตามตรงกันแทบทุกแห่ง เพราะปัจจัยดีจากส่งออกหวังไม่ได้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีนัก ทั้งราคาน้ำมัน และปัญหาเศรษฐกิจโลกในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่างๆ
ขณะเดียวกัน จะหวังพึ่งการใช้จ่ายจากในประเทศก็ไม่ได้ เพราะราคาสินค้าเกษตรไม่ว่ายางพารา ข้าว ยังตกต่ำ แถมระดับหนี้ครัวเรือนก็ยังสูง จากภาวะเช่นนี้ทำให้นักธุรกิจมองภาวะเศรษฐกิจปีนี้ไม่ค่อยดีนัก
ฉะนั้นหากชั่งน้ำหนักการมองเศรษฐกิจในมุมนักวิชาการแล้ว จะค่อนข้างไปในทางที่เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้จะไม่ดี หวังพึ่งการส่งออกไม่ได้ หวังการใช้จ่ายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล คสช.ต้องยอมรับ







